วันรุ่งขึ้น ลานด้านข้างของที่ว่าการกรมพิธีการก็คึกคักขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่
มีโต๊ะยาวตัวหนึ่งตั้งขึ้นชั่วคราวกลางลาน บนโต๊ะวางแท่นฝนหมึกหนึ่งแท่น พู่กันหนึ่งด้าม และสมุดรายชื่อหนึ่งเล่ม ด้านหลังโต๊ะมีหญิงผู้หนึ่งนั่งอยู่—เฉินจิ่วเหนียง
นางคือยอดนางรำแห่งหอหล่านเยว่ เป็นบุคคลชั้นแนวหน้าในวงการขับร้องร่ายรำของเมืองหลวง
วันนี้นางสวมกระโปรงสีเขียวเทาเรียบง่าย บนศีรษะปักเพียงปิ่นเงินหนึ่งเล่ม มิได้แต่งแต้มเครื่องประทินโฉม นั่งหลังตรงอยู่ ณ ที่นั้น เบื้องหน้ากางสมุดว่างเล่มหนึ่ง รอจดชื่อและผลงานของผู้เข้าคัดเลือก
ในลานมีผู้คนยืนกันแน่น ต่างจับกลุ่มกันสองสามคน บ้างกระซิบสนทนา บ้างลอบยืดเส้นยืดสายเตรียมตัว บ้างก็ยืนมองเฉินจิ่วเหนียงจากระยะไกล สายตาเต็มไปด้วยการจับผิดและดูแคลนอย่างไม่คิดปิดบัง
ฉีหลินยังติดอยู่ในห้องทำงานจนปลีกตัวมาไม่ได้ จึงส่งคนมาบอกให้เริ่มทางนี้ก่อนได้ ไม่ต้องรอนาง
เฉินจิ่วเหนียงดำเนินการตามขั้นตอนที่กรมพิธีการกำชับไว้ โดยให้หญิงสาวที่ลงชื่อสมัครทุกคนออกมาทีละคน ร่ายรำพัดที่เตรียมมาเป็นการส่วนตัวหนึ่งช่วง จะสั้นหรือยาวก็ได้ จุดประสงค์คือดูพื้นฐาน
คนแรก ๆ ที่ขึ้นไปร่ายรำล้วนผ่านไปอย่างราบรื่น ทว่าไม่นานปัญหาก็เกิดขึ้น
ผู้เปิดฉากหาเรื่องเป็นบุตรีสายตรงของรองเจ้ากรมกลาโหมสกุลโจว อายุสิบสี่ปี สวมกระโปรงสีเหลืองห่าน ยืนอยู่แถวหน้าของฝูงชน นางพูดเสียงไม่ดังนัก แต่คนรอบข้างได้ยินถ้วนทั่ว
“ข้านึกว่าใครเป็นผู้คัดเลือก ที่แท้ก็เป็นท่านหญิงเฉินแห่งหอหล่านเยว่”
นางเน้นคำว่า “ท่านหญิง” อย่างหนักหน่วง น้ำเสียงแฝงความเหยียดหยามไว้เต็มเปี่ยม
“อย่างไรพวกเราก็เป็นบุตรีตระกูลขุนนาง ให้หญิงหอคณิกามาคัดเลือกเช่นนี้ หากแพร่ออกไป ไม่กลัวผู้คนหัวเราะเยาะหรือ?”
ถ้อยคำของนางประหนึ่งก้อนหินที่ถูกโยนลงสู่ผิวน้ำอันสงบนิ่ง ระลอกคลื่นแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว
