ป้าเซียนอ้าปากพะงาบ ๆ ก่อนพบว่าตนไม่มีคำใดจะกล่าว
ฉีหลินย้อนคำพูดเมื่อครู่กลับคืนให้เขาทุกถ้อยคำ ทั้งยังลดฐานะตนเองให้กลายเป็นหญิงชราสติเลอะเลือนเสียอีก จนเขาไร้ช่องทางโต้แย้ง
หากเขายังเอาเรื่องต่อ ก็เท่ากับว่า “วีรบุรุษวัยฉกรรจ์หาเรื่องหญิงชราสติเลอะเลือน”
คณะทูตหลางหรงเงียบงันไปทั้งคณะ
ขุนนางผู้ติดตามหลายคนมองหน้ากันไปมา ต่างเห็นความคิดเดียวกันในดวงตาของอีกฝ่ายว่า หญิงชราผู้นี้หาใช่คนที่ควรล่วงเกินไม่
ทางต้าหยง เสนาบดีกรมพิธีการยกจอกสุราขึ้นแสร้งดื่ม แขนเสื้อบดบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง ทว่ากลับปิดรอยย่นลึกสองเส้นตรงหางตาไม่มิด
เวินโส่วจั๋ว เสนาบดีกรมโยธาที่นั่งข้างเขาก้มหน้าตั้งใจศึกษาชามกับตะเกียบตรงหน้า ราวกับบนชามสลักหลักสัจธรรมแห่งฟ้าดินไว้ ทว่าไหล่ของเขากลับสั่นระริกด้วยจังหวะถี่แผ่วอย่างยิ่ง
แม้แต่ตวนอ๋องผู้เคร่งขรึมอยู่เสมอ มุมปากยังยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะข่มกลั้นลงไปอย่างฝืนทน
ฮ่องเต้ประทับอยู่บนพระที่นั่ง ทรงถือถ้วยชา ทอดพระเนตรจากฉีหลินไปยังป้าเซียน แล้วเลื่อนกลับมาที่ฉีหลินอีกครั้ง สีพระพักตร์ไม่แปรเปลี่ยน มองไม่เห็นคลื่นอารมณ์ใด
แต่หากมีผู้เข้าไปมองใกล้ ๆ ก็จะพบว่านิ้วที่ถือถ้วยชาของพระองค์เกร็งแน่นขึ้นเล็กน้อย นั่นเป็นเพราะพระองค์กำลังพยายามกลั้นเสียงหัวเราะ
เมื่อสิ้นงานเลี้ยง โคมไฟในตำหนักข้างของตำหนักจื่อเฉินทยอยดับลงทีละดวง ถ้อยคำคมคายที่ปะทะกันราวแสงดาบเงากระบี่เมื่อครู่คล้ายไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ทุกคนต่างกลับไปยังที่พักของตนเพื่อพักผ่อน ทว่าหลังเอนกายลงนอน บ้างก็หวนรำลึกถึงชัยชนะในค่ำคืนนี้ บ้างก็ประเมินน้ำหนักของหญิงชราผู้นั้นใหม่ในใจ ส่วนบางคนกลับเห็นภาพชายชราพับกระดาษผู้นั้นผุดขึ้นมาในหัวไม่หยุด