จวนแม่ทัพผิงตง
แม่ทัพผิงตงมีแซ่ซ้อนว่าไป๋หลี่ ฉีหลินกับฮูหยินผู้เฒ่าไป๋หลี่ นอกจากจะเป็นญาติทางการแต่งงานของบุตรธิดาแล้ว ยังเป็นสหายสนิทกันมาตั้งแต่ครั้งยังสาว
ยามนี้ผู้เฒ่าทั้งสองต่างต้องเผชิญความเจ็บปวดจากการสูญเสียคนในครอบครัว พอได้พบกัน น้ำตาก็เอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาอย่างมิอาจห้าม ทว่าต่างก็อดกลั้นไว้แน่น ไม่ยอมให้น้ำตาหยดเดียวร่วงลงมาต่อหน้าอีกฝ่าย
มือทั้งสี่ข้างที่เต็มไปด้วยริ้วรอยเพียงสัมผัสกันก็พลันกุมกระชับแน่น ข้อนิ้วซีดขาวขึ้นเล็กน้อย ราวกับต้องการใช้เรี่ยวแรงจากมือนั้นค้ำจุนหัวใจของกันและกันที่สั่นคลอนเต็มที
ฮูหยินผู้เฒ่าไป๋หลี่มองใบหน้าซูบเซียวของฉีหลิน ทั้งยินดีและหวาดหวั่นในคราวเดียวกัน
“พี่สาว ในที่สุดท่านก็หายดีแล้ว! หลายวันมานี้ใจข้าร้อนรนแทบขาด กลัวเหลือเกิน กลัวว่าท่านจะจากไปตามเขาด้วย”
ฉีหลินสัมผัสได้ถึงความปรารถนาดีของฮูหยินผู้เฒ่าไป๋หลี่ นี่คือสหายสนิทแท้จริงของเจ้าของร่าง มิใช่สหายจอมปลอม นางตบมืออีกฝ่ายเบา ๆ แล้วปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“หายดีแล้ว บัดนี้ข้าลงจากเตียงมาทำอาหารให้หลาน ๆ ได้แล้ว น้องสาว เจ้าและข้าต่างทำใจเสียเถิด ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป”
ฮูหยินผู้เฒ่าไป๋หลี่พยักหน้าแรง ๆ ขอบตายิ่งแดงขึ้น นางควบคุมอารมณ์ตื่นเต้น แล้วเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ถูกต้องแล้ว ขอเพียงพี่สาวคิดได้ก็ดี ข้าปากไม่เก่ง ไม่รู้จะพูดถ้อยคำงดงามปลอบใจอย่างไร ขอเพียงเตือนท่านสักประโยคว่า
ลูกหลานยังเยาว์วัย ไม่อาจรับภาระดูแลครอบครัวไหว ท่านต้องมีชีวิตอยู่ให้ดี คอยประคับประคองเลี้ยงดูเด็ก ๆ ทีละคนจนเติบใหญ่ ตั้งหลักปักฐานได้ นั่นจึงจะถูก”
“อืม เจ้าพูดถูก พวกเราต้องอยู่ให้ดี อยู่ให้ดี”
