“ข่าวศึกทางตะวันตกเฉียงเหนือพรั่งพรูเข้าสู่เมืองหลวงราวเกล็ดหิมะ แต่ละฉบับเลวร้ายยิ่งกว่าฉบับก่อน
แม่ทัพรักษาการณ์เสียชีวิต กองทัพแตกพ่าย ทหารไร้อาวุธ เหลือเพียงชูโล่ถอยร่น ทหารม้าหลางหรงไล่ตามมาทัน ฟันเพียงดาบเดียวก็ล้มลงราวกับหั่นผัก
ในท้องพระโรงถกเถียงกันนานถึงครึ่งเดือน
ฝ่ายที่ต้องการทำศึกเสนอให้ระดมทหารจำนวนมากตีโต้กลับไป ส่วนฝ่ายที่ต้องการสงบศึกกล่าวว่าไม่อาจรบต่อได้แล้ว ท้องพระคลังว่างเปล่า เส้นทางลำเลียงเสบียงไม่มั่นคง หากยังรบต่อไป แนวป้องกันชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือจะพังทลายลงทั้งแนว
อดีตฮ่องเต้ประทับบนบัลลังก์ ทรงสดับเสียงถกเถียงของทั้งสองฝ่าย ทว่ามิได้ตรัสแสดงท่าที
ดึกสงัดในคืนนั้น ตวนอ๋องคุกเข่าอยู่หน้าห้องทรงพระอักษรตลอดทั้งคืน
รุ่งสาง อดีตฮ่องเต้จึงมีรับสั่งให้เปิดประตู สองพ่อลูกสนทนากันในห้องทรงพระอักษรเป็นเวลานาน
ไม่กี่วันต่อมา ข่าวหนึ่งก็แพร่สะพัดในท้องพระโรง ตวนอ๋องขออาสาเดินทางไปเป็นตัวประกันที่หลางหรง เพื่อแลกกับการให้หลางหรงคืนเมืองสองแห่งที่ยึดครองไป
ขุนนางทั่วทั้งราชสำนักแตกตื่น
ปีที่ตวนอ๋องขออาสาเป็นตัวประกัน เขามีอายุเพียง 17 ปี
ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไปถึงหลางหรงแล้วจะได้กลับมาหรือไม่ ตลอดหลายยุคสมัยที่ผ่านมา ผู้ที่ถูกส่งไปเป็นตัวประกันมีไม่ถึงหนึ่งในสิบที่มีชีวิตกลับแคว้น ทว่าในใจเขารู้ดีว่า โคลนตมครานี้จำต้องมีคนก้าวลงไป
ภายนอก เขาไปเป็นตัวประกันเพื่อแลกเมืองที่ถูกยึดคืน สงบศึกชายแดนให้ได้หลายปี และซื้อเวลาพักหายใจให้ต้าหยง
ส่วนเบื้องหลังคือการสืบหาความลับของเหล็กกล้าหลางหรง
เขาคิดว่า หากเข้าใกล้ราชสำนักหลางหรงได้ บางทีอาจมีโอกาสสืบหาหนทางเข้าถึงเหล็กกล้า ต่อให้ได้เบาะแสมาเพียงน้อยนิดแล้วส่งกลับต้าหยง ก็ยังช่วยให้ดาบของเหล่าทหารแข็งแกร่งขึ้นได้บ้าง”
