ฉีหลินที่กำลังตรวจตราลานฉีเหนียนจามเสียงดังขึ้นมาครั้งหนึ่ง
ใครกัน กำลังนินทาฉันอยู่แน่ ๆ คงไม่ได้พูดเรื่องดีอะไรหรอก
ฉีหลินพอใจกับผลงานของเด็ก ๆ เป็นอย่างยิ่ง กำลังคิดจะไปดูจุดถัดไป ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังมาจากด้านหลัง พร้อมเสียงเรียกอันสนิทสนมเสียจนชวนให้ขนลุกหลายเสียง
“ฮูหยินผู้เฒ่าอู่! ฮูหยินผู้เฒ่าอู่! ในที่สุดก็พบท่านแล้ว!”
ฉีหลินชะงักฝีเท้า หลับตาลงครู่หนึ่ง สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ หันกลับไป
เป็นไปตามคาด ฮูหยินจิ้งหนานโหวเดินนำหน้า ด้านหลังยังมีฮูหยินตระกูลขุนนางผู้มีบรรดาศักดิ์ที่คุ้นหน้ากันอีกสองคน ทั้งสามก้าวฉับ ๆ ใบหน้าเปื้อนยิ้มสดใส ราวกับค้นพบสมบัติล้ำค่า ก่อนจะตรงรี่เข้ามาหานาง
เสียงเตือนภัยดังขึ้นในใจฉีหลิน ทว่าสีหน้ายังคงยิ้มอย่างเหมาะสม “ฮูหยินทั้งหลายมีธุระอันใดหรือ มาหาข้าโดยเฉพาะหรือเจ้าคะ?”
ฮูหยินจิ้งหนานโหวก้าวไม่กี่ก้าวก็มาถึงตรงหน้านาง ยื่นมือคว้าแขนนางไว้ น้ำเสียงเจือแววตำหนิสามส่วนและสนิทสนมเจ็ดส่วน
“ฮูหยินผู้เฒ่าอู่ ท่านไม่เห็นแก่กันเลย! เรื่องใหญ่ถึงเพียงเด็ก ๆ ในสวนผลน้ำเต้าออกไปขายหนังสือพิมพ์ เหตุใดจึงไม่บอกข้าสักคำ? ข้ายังต้องให้ท่านโหวที่บ้านเล่าให้ฟัง!”
ฮูหยินที่สวมเสื้อคลุมสีบัวอ่อนอยู่ข้าง ๆ รีบรับคำทันที
“นั่นสิ นั่นสิ! เด็ก ๆ ที่บ้านพวกเราเอาแต่เก็บตัวอยู่ในเรือนทุกวัน ไม่ก็เตะลูกขนไก่กับสาวใช้ ไม่ก็วิ่งไล่จับแมว ไหนเลยจะเหมือนเด็ก ๆ ในสวนผลน้ำเต้าของท่าน ทั้งขายหนังสือพิมพ์เป็น ทั้งคิดบัญชีเป็น แต่ละคนดูราวกับผู้ใหญ่ตัวน้อย พวกเราเห็นแล้วอิจฉาจะแย่!”
