ท่วงทำนองหยุดลงกะทันหันตรงช่วงสูงสุด เสียงกังวานที่ยังหลงเหลือแฝงกลิ่นอายเลือดอันไม่จางหาย วนเวียนอยู่ใต้ระเบียง
นอกประตู ทุกคนกลั้นหายใจจนแน่นอก
ภายในห้องเงียบไปชั่วอึดใจ ฉีหลินรู้สึกว่าเพลงหนึ่งบทสั้นเกินไป ยังฟังไม่จุใจ
“ตึง ตึง ตึง...”
อินโทรของเพลง “ใจภักดิ์โลหิตเหล็ก” ดังขึ้นหนักแน่นประหนึ่งเสียงกลองยาม
เสียงพิณบรรเลงขึ้นฉับพลัน ทั้งโศกศัลย์และฮึกเหิม สะเทือนอารมณ์ดุจสายลมทรายในทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ดุจคุณธรรมยิ่งใหญ่แห่งแว่นแคว้นและบ้านเมือง เลือดร้อนเต็มอกและการยืนหยัดมาครึ่งชีวิตล้วนถ่ายทอดอยู่ในนั้น
ฉีหลินหลับตาดีดพิณ รู้สึกเพียงเลือดลมฮึกเหิมพลุ่งพล่านอยู่ในอก บุตรชายแห่งตระกูลอู่คนใดบ้างมิใช่ผู้มีใจภักดิ์ดุจเหล็กกล้า? คนใดบ้างมิใช่ยอมสละชีวิตเพื่อแผ่นดิน? แต่พอมาถึงรุ่นนี้ กลับมีลูกอกตัญญูไร้ประโยชน์อย่างอู่ซื่อเซียวขึ้นมาเสียได้
บรรดาลูกหลานที่คุกเข่าอยู่นอกประตูมีหลายคนขอบตาแดงก่ำแล้ว
“เพราะเหลือเกิน...” อู่โย่วเฉินเอ่ยเสียงเบาเจือสะอื้น
“หุบปาก!” อู่ซื่อเซียวตวาดหลานชายด้วยเสียงกระซิบ กำหมัดแน่นจนเส้นเอ็นปูด
เพราะงั้นหรือ?
นี่มันดาบที่จ่ออยู่ตรงคอเขาชัด ๆ!
ทุกท่วงทำนองกำลังถามเขาว่า เจ้ามีคุณสมบัติพอหรือ? เจ้าไม่ละอายต่อใจภักดิ์โลหิตเหล็กนี้หรือ?
ความรู้สึกอันปะปนด้วยความละอาย ความโกรธ และความสับสนถาโถมจนศีรษะเขามึนตื้อ อยากยกมือปิดหู ทว่ากลับขยับตัวไม่ได้
เพลง “ใจภักดิ์โลหิตเหล็ก” จบลงท่ามกลางความโศกเศร้าของวีรบุรุษในวัยชรา
ภายในห้องเงียบงันยาวนาน
จากนั้นเสียงประสานแผ่วเบาและขมขื่นก็ดังขึ้น ราวเสียงสะอื้นที่อัดกลั้นมานานจนในที่สุดก็หลุดรอดออกมา
หัวใจฉีหลินพลันเจ็บแปลบ ความรู้สึกพ่ายแพ้ถาโถมขึ้นมาอย่างฉับพลัน
