ฉีหลินไม่รู้เลยว่านางพลาดบทเรียนชั้นยอดไปมากเพียงใด ส่วนตัวนางเองก็แทบถูกเหล่าขุนนางทำให้รำคาญจนตายอยู่แล้ว
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแข่งขันกีฬาหรือเรื่องราวสารพัดที่ต่อยอดมาจากการแข่งขัน เมื่อเหล่าขุนนางตัดสินใจไม่ได้ ก็จะมาขอคำชี้แนะจากนาง ได้รับคำเห็นชอบจากฉีหลินแล้วจึงกล้าดำเนินการต่อ มิฉะนั้นยิ่งทำก็ยิ่งผิด
สองวันแรก ทุกคนต่างไปหาฉีหลินที่จวนอู่อันโหว ฉีหลินก็พบพวกเขาทุกคนและตอบคำถามให้ วันหนึ่งมีผู้คนเข้าออกมากมาย หากไม่รู้มาก่อนคงนึกว่าจวนอู่อันโหวเกิดเรื่องใหญ่อันใดขึ้นอีกแล้ว
บางคนไปช่วงเช้าครั้งหนึ่ง พอตกบ่ายยังต้องไปอีกครั้ง จวนอู่อันโหวเป็นถึงจวนขุนนางผู้มีบรรดาศักดิ์ ไม่ใช่ที่ทำการราชการ เหล่าขุนนางจึงรู้สึกว่าการไปขอคำชี้แนะไม่สะดวกเอาเสียเลย
ในที่สุดใต้เท้าเฒ่าเสิ่น เสนาบดีกรมพิธีการ ก็จัดห้องเล็ก ๆ ในที่ทำการกรมให้เป็นที่ทำงานชั่วคราวของนาง ฉีหลินอิดออดไม่อยากไป ทำเสียราวกับต้องไปทำงาน นางไม่เต็มใจอย่างยิ่ง
ห้องเล็ก ๆ ที่กรมพิธีการจัดให้ฉีหลินนั้นอยู่ในห้องข้างทางฝั่งตะวันออกของที่ทำการ เดิมใช้เก็บต้นฉบับระเบียบพิธีบวงสรวงของปีที่ผ่านมา
หลังขนของออกจนหมด ก็วางโต๊ะหนังสือชิดผนังหนึ่งตัว เก้าอี้สองตัว บนขอบหน้าต่างยังมีกระถางไผ่กวนอิมอีกหนึ่งกระถาง บนโต๊ะหนังสือเตรียมพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกไว้พร้อมสรรพ ข้างกันยังวางเบาะพิงนุ่ม ๆ อย่างใส่ใจ เห็นได้ชัดว่าคำนึงถึงกระดูกแก่ ๆ ของนางซึ่งนั่งนานไม่ไหว
วันแรกที่ฉีหลินมาถึง นางเดินวนรอบห้องหนึ่งรอบ เบ้ปากเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไร
วันที่สองก็เริ่มมาสาย
บอกว่าจะเริ่มทำงานตรงยามเฉิน แต่นางกลับเอื่อยเฉื่อยเข้ามาตอนยามซื่อ ในมือยังกำแป้งย่างงาดำไว้ กัดกร้วม ๆ
วันที่สามไม่มาเสียเลย ส่งคนไปถามที่จวนอู่อันโหว ได้ความว่าฮูหยินผู้เฒ่าเมื่อคืนหลับไม่สนิท จึงกำลังนอนชดเชยอยู่
