หลิวชุ่ยฮวาช่วยพูดสมทบอยู่ข้าง ๆ “ใช่แล้ว! พวกเราเลี้ยงดูแกจนโต ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ!!”
ฟู่ซือเหนียนยืนอยู่หน้าซูชิงหลีครึ่งก้าว บดบังร่างของเธอไปเกือบทั้งตัว ก่อนจะกวาดตามองไปด้วยแววตาเย็นชา
ซูชิงหลีเดินออกมาจากด้านหลังฟู่ซือเหนียน
บนใบหน้าของเธอยังมีคราบน้ำตา ทว่าแผ่นหลังกลับเหยียดตรง คางเชิดขึ้นเล็กน้อย เธอก้าวไปทีละก้าวจนถึงรั้วเหล็กหน้าประตูค่าย มองซูต้าเฉียงกับหลิวชุ่ยฮวาผ่านซี่รั้ว
“เลี้ยงดูฉันไม่ง่ายงั้นหรือ?”
เสียงของเธอไม่ดังนัก แต่หนักแน่นมั่นคง ทั้งยังเปี่ยมด้วยพลังที่แม้แต่ตัวเธอเองก็คาดไม่ถึง
“ปีที่แม่จากไป ฉันอายุ 8 ขวบ เตาไฟสูงเกินเอื้อม ต้องเหยียบม้านั่งตัวเล็กจึงจะก่อไฟทำกับข้าวได้ พอ 9 ขวบก็ต้องลงนา พอ 10 ขวบก็เริ่มซักเสื้อผ้าของทั้งบ้าน น้องชายฉี่รดกางเกง ฉันก็ซักให้ น้องชายหิว ฉันก็ทำข้าวให้ น้องชายไปเรียน ฉันก็ไปส่ง น้องชายก่อเรื่อง ฉันก็ถูกตี”
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง ยกมือเช็ดน้ำตาบนใบหน้า ดวงตาแดงก่ำ แต่ไม่ว่าจะเช็ดอย่างไรก็ไม่อาจเช็ดน้ำตาให้แห้งได้
“ฤดูหนาวตอนฉันอายุ 15 ฉันลงแม่น้ำไปซักผ้าอ้อม จนมือแตกเป็นแผล รอยแผลยังเห็นได้จนถึงตอนนี้ พวกคุณเคยสนใจไยดีบ้างไหม? ฉันไข้ขึ้นถึง 40 องศา หลิวชุ่ยฮวากลับหาว่าฉันแกล้งป่วย แล้วไล่ให้ไปผ่าฟืนที่หลังบ้าน ฉันผ่าฟืนอยู่ทั้งบ่าย พอตกกลางคืนก็ล้มลงบนกองฟืน พวกคุณมีใครมาดูฉันสักแวบไหม?”
สีหน้าของซูต้าเฉียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขายังปากแข็งว่า
“นังเด็กอกตัญญู แกพูดเหลวไหลอะไร!”
“ฉันพูดเหลวไหลหรือ?” ซูชิงหลีก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว มือกำรั้วเหล็กแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว “งั้นก็บอกฉันมาสิ ในบ้านมีหม้อใบไหนที่ฉันได้ใช้ เสื้อผ้าชิ้นไหนเป็นของฉันเองบ้าง ตั้งแต่แม่จากไป ฉันเคยได้ใส่เสื้อผ้าใหม่สักชุดไหม?”
