เดินไปได้ชั่วครู่ใหญ่ พวกเขาในที่สุดก็เห็นต้นไม้ใหญ่ต้นแรกนับตั้งแต่ก้าวเข้ามายังทุ่งจิงเฟิง
บัดนี้ยามหนาวฤดูหิมะ ต้นไม้เปลือยเปล่าไร้ซึ่งวิญญาณแห่งชีวิตแม้แต่น้อย
เสิ่นจิ่งเจาวิ่งกระโจนไปอย่างร่าเริง “พ่อกับน้องสาว รีบมาดูนี่ ที่นี่มีต้นไม้ด้วย หากเดินต่อไปข้างหน้า อาจได้เห็นสิ่งอื่นอีกมากมายก็เป็นได้”
ขณะนั้นเอง เขาละสายตาขึ้นเบื้องบนโดยไม่รู้ตัว
หาแต่กลับเห็นว่าบนลำต้นไม้แห้งผากนั้น มีนกอินทรีขนาดเท่าฝ่ามือห้อยอยู่หลายตัว
ไม่ถูกต้อง พูดให้แม่นยำ มันคือกระดูกซากของนก!
เสิ่นจิ่งเจาเบิกตากว้าง ภายในสายตานกกระดูกทั้งหลายถูก “ฉีก” ขาดเป็นสองซีกกลางอก กระดูกทุกท่อนบนร่างสะอาดสะอ้านน่าขนลุง แต่ขนนกที่กระจัดกระจายอยู่รายรอบกลับบอกได้ว่าพวกมันเพิ่งตายไปไม่นาน
และกำลังแขวนอยู่บนต้นไม้ด้วยท่าทีที่วิปลาศเหลือเกิน
เสิ่นจิ่งเจารู้สึกขนหัวลุกซ่อนไปทั่วตัว “นกพวกนี้ ตายไปได้เช่นไร”
ราวกับถูกสิ่งใดกลืนกินเข้าไป...
เสิ่นรั่วเยวียนเดินมาดึงเขาออกมา “ไปเถิด อย่ามองพวกนี้”
ไม่ช้าพวกเขาก็เดินต่อไปไม่ไกล ขณะนั้นเอง ภาพเงาของดาบกับกระบี่สองเล่มก็ปรากฏขึ้นในสายตา
เสิ่นจิ่งเจากับเหอปายู่ตาเป็นประกาย รีบวิ่งเข้าไป “ที่นี่มีอาวุธจริง!”
ดาบหนึ่งกับกระบี่หนึ่งนั้น ถูกฝังจมอยู่ใต้ทรายเกือบทั้งเล่ม
เหลือให้เห็นแต่ด้ามดาบกับครึ่งลำ
เหอปายู่รีบชักดาบออกมาก่อน เห็นได้ว่าผ้าหยาบที่พันด้ามดาบนั้นเก่าคร่ำคร่าจนแตะเพียงเบาก็แตกละเอียด
