เสี่ยวซุยอันแอบยื่นศีรษะออกมาด้วยความสงสัย “เหตุใดไม่เดินต่อ เกิดเรื่องใดขึ้นข้างหน้าหรือ”
หรงเฟิงยืดคอพลางมองดู ค่อนข้างจนใจ
“คุณหนูน้อย คล้ายว่ามีสตรีผู้หนึ่งคิดจะสละชีพกลางถนน ผู้คนจึงมุงดูจนอุดอู้”
เมื่อเสี่ยวซุยอันได้ยินดังนั้น ก็รีบดึงมือของหลี่เสวียนลงจากรถม้า เร่งรุดไปดู
เวลานี้ ผู้คนยิ่งอัดแน่นหนาตาขึ้นเรื่อย ๆ
ก็เห็นพ่อค้าร่ำรวยผู้หนึ่งเต็มกายด้วยแพรพรรณ กำลังโกรธจนหน้าแดงก่ำ ด่าทอสตรีตรงหน้า
“เนรคุณ เจ้ายังกล้าแอบสะสมทรัพย์สินส่วนตัวแล้วหนีออกจากบ้าน หวังขัดคำสั่งบิดา มารดา ไม่ปฏิบัติตามสัญญาหมั้นหมายงั้นหรือ?!”
“แม่สื่อแม่ชักเขาล้วนกล่าวว่า ซิ่วไฉแซ่หวังผู้นั้น ตั้งแต่เล็กถูกทำนายว่า จะมีคุณสมบัติเป็นถึงเสนาบดีแห่งแคว้น เมื่อเขาได้เข้ารับราชการเป็นขุนนางในภายภาคหน้า ครอบครัวพ่อค้าอย่างเราก็จักพลอยมีหน้ามีตา เจ้ายังไม่รู้จักพอในสิ่งใดอีก!” เมื่อพูดถึงจุดที่โกรธจัดแล้ว พ่อค้าร่ำรวยยังสำทับด้วยอาการไออีกหลายหน
หลี่เสวียน: ? มีคุณสมบัติเป็นถึงเสนาบดีแห่งแคว้น…… เช่นนั้นแล้วตัวเขาเล่าคือผู้ใด?
เสี่ยวซุยอันเกาศีรษะ ขโมยชื่อเสียงมาถึงตรงหน้าตัวจริง นับเป็นครั้งแรกที่ได้พบเจอ
ขณะนั้น สตรีสาวผู้หนึ่งกำมีดสั้นในมือ กลับส่ายศีรษะ แล้วกลับขยับคมมีดให้ประชิดลำคอยิ่งขึ้นอีกหนึ่งนิ้ว
ผู้คนรอบข้างพากันส่งเสียงร้องตกใจ!
ก็เห็นสตรีผู้นั้นกัดฟันกรอด แสดงกิริยาห้าวหาญเอ่ย “เหตุใดจะต้องได้เป็นขุนนางชั้นสูงในภายภาคหน้ากันเล่า ข้าไม่เห็นจะอยากได้ ซิ่วไฉแซ่หวังผู้นั้นรูปโฉมช่างอัปลักษณ์ ทั้งยังอายุมากกว่าข้าถึงยี่สิบปีเต็ม!”
“ยามที่พี่ชายทั้งหลายเลือกคู่ครอง ผู้ใดกันไม่เลือกจากรูปโฉม อุปนิสัย ที่แลเห็นแล้วถูกใจ เหตุใดเมื่อถึงคราของข้าที่เป็นเพียงสตรี บิดาจึงไม่เห็นแก่ใจของข้า เพียงเพื่อต้องการหลุดพ้นจากพื้นเพพ่อค้า ถึงได้หยามเกียรติข้าถึงเพียงนี้!” สตรีสาวเอ่ยปนน้ำตาแห่งความไม่ยินยอม แล้วกำลังจะทิ่มมีดสั้นเข้าที่ลำคอ
ที่แท้ เป็นสตรีผู้หนึ่งถูกบังคับให้แต่งงาน จึงหาทางสละชีพบนถนน
