เหอซีเพิ่งออกจากความฝัน ก็ถูกซุนฮุ่ยหนิงพาตัวไป
เมื่อมาถึงมุมเปลี่ยวที่ไม่มีผีอยู่เลยสักตน ซุนฮุ่ยหนิงก็เดินวนรอบเหอซีสามรอบ สำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่หลายครั้ง ก่อนจะจุปากแล้วเอ่ยว่า
“เหอซีเอ๊ย เหอซี ฉันประเมินเธอต่ำไปจริง ๆ แฮะ นึกไม่ถึงว่าจะหาเงินมาได้จริง ๆ ว่ามา ได้มาเท่าไหร่?”
“หมื่นกว่า” เหอซีสารภาพตามตรง
เธอนึกว่าซุนฮุ่ยหนิงจะตกใจที่ได้เงินก้อนโตขนาดนี้
แต่เจ้าตัวกลับพยักหน้าอย่างไม่เปลี่ยนสีหน้า “ก็ใช้ได้ ไม่เยอะ ยอดเท่านี้ตรวจเจอได้ยาก”
เหอซีกลืนน้ำลาย “นี่...ยังไม่เยอะอีกเหรอ?”
“สำหรับเธอก็เยอะอยู่หรอก” ซุนฮุ่ยหนิงมองเหอซีด้วยสายตาเหมือนมองยาจก
ก็ได้ เหอซียอมรับว่าตัวเองจนจนชินแล้ว
“ฉันจะบอกไว้นะ ทำอะไรให้พอดี ๆ อย่าเผาเงินลงไปทีเดียวเยอะ ๆ ในวันที่ไม่ใช่เทศกาลเซ่นไหว้บรรพบุรุษอย่างเช็งเม้ง แล้วก็อย่าเผาบ่อยด้วย ยอดเงินมหาศาลหรือทำธุรกรรมถี่ ๆ น่ะตรวจเจอง่ายที่สุด”
จากนั้นซุนฮุ่ยหนิงก็เตือนเหอซีอย่างจริงจัง “ที่สำคัญเธอเป็นผีเร่ร่อน ถ้าถูกตรวจเจอว่าแอบฝากฝันไปหลอกล่อให้คนเผาเงินลงมา ระวังจะรับมือไม่ไหวเอานะ”
“อืม รู้แล้ว เดี๋ยวฉันจะบอกเขา” เหอซีพยักหน้าจดจำไว้ แถมยังรับปากแทนเฉินจี้ไปด้วย
ซุนฮุ่ยหนิงเห็นท่าทางเหมือนเป็น “คนในครอบครัว” ของเธอแล้วก็รู้สึกขำขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย จึงยิ้มมุมปาก “เธอบอกแล้วเขาจะฟังเหรอ เพิ่งเจอกันไม่กี่ครั้งเอง เชื่อฟังเธอขนาดนั้นเลย?”
เมื่อนึกถึงตอนที่เพิ่งทะเลาะกับเฉินจี้ในฝัน เหอซีก็ตอบว่า “จะเรียกว่าเชื่อฟังก็ไม่ถึงขนาดนั้น...ฉันแค่เอาคำพูดไปบอกต่อเฉย ๆ”
แต่พอพูดถึงเรื่องนั้นแล้ว
ซุนฮุ่ยหนิงกอดอก มองเหอซีอย่างสบายใจ “เธอไม่ใช่เหรอที่เสียดายเงินจนไม่กล้าฝากฝันไปคุย? งั้นฉันลองนับดูว่าพูดไปกี่ประโยค เธอต้องเสียเงินเท่าไหร่ถึงจะเอาไปบอกต่อได้”
