ยิ่งแก้ตัวยิ่งแย่ ยิ่งพูดยิ่งกระอักกระอ่วน!
เหอซีทิ้งท้ายว่า “ฉันกลับบ้านแล้วนะ”
จากนั้นก็กลายเป็นควันสายหนึ่ง ลอยขึ้นไปบนฟ้า แล้วหายไปจากความฝันของเฉินจี้
หลังเหอซีจากไป เฉินจี้ก็สะดุ้งตื่น
ปกติการควบคุมความฝันทำให้คนหลับไม่ลึกอยู่แล้ว
เขาเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์บนโต๊ะข้างเตียง พอหน้าจอสว่างขึ้น แสงจ้าก็ทำให้แสบตา
เฉินจี่หรี่ตา พยายามมองเวลาให้ชัด ตอนนี้ตีสี่ครึ่ง
ทั้งที่ในฝันเพิ่งผ่านไปแค่ครู่เดียว แต่ข้างนอกกลับผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว
เฉินจี้ไม่เข้าใจว่าเวลาในฝันเดินเร็วช้าอย่างไร
บางครั้งรู้สึกว่าในฝันผ่านไปนานมาก แต่ในความเป็นจริงเพิ่งผ่านไปชั่วครู่ บางครั้งก็กลับกัน อย่างเช่นตอนนี้
เขาสูดหายใจลึก ๆ สองสามครั้ง หลับตาลงเพื่อสงบจิตใจ
จากนั้นก็ลุกไปอาบน้ำ
อาบน้ำธรรมดา ๆ เท่านั้น
เพราะบ้านเกิดอยู่ห่างไกล สนามบินเล็ก ๆ ที่ใกล้ที่สุดก็อยู่เมืองข้าง ๆ มีเที่ยวบินตรงจากเมืองเจียงไปที่นั่นก็จริง แต่มีไม่กี่เที่ยว มีแค่เที่ยวเดียวตอนแปดโมงครึ่งเช้า
ตอนเฉินจี้จัดการธุระเสร็จ ด้านนอกก็มีเสียงป้าทำอาหารเช้าดังมาแล้ว
“เสี่ยวจี้ ตื่นเช้าจัง ดื่มนมก่อนสิ” ป้าเทนมให้เฉินจี้หนึ่งแก้ว แล้วกลับเข้าไปทอดไข่ในครัว
ไม่นานนัก เฉินหย่วนเหยาก็ตื่นขึ้นมาเหมือนกัน
ตัวเขายังมีกลิ่นเหล้าติดอยู่ แต่ดูมีสติกว่าเมื่อคืนมาก เขาให้ป้าหยิบยาแก้ปวดหัวมาให้ “เมื่อคืนดื่มเยอะไปหน่อยจริง ๆ ตื่นมาตอนเช้าหัวมึนตึ้บเลย...”
เฉินจี้ทำเหมือนไม่เห็นเขา ดื่มนมที่เหลือจนหมดแก้วแล้วก็ลุกออกจากโต๊ะอาหาร
เสียงเฉินหย่วนเหยาดังขึ้นจากด้านหลัง “คืนนี้ต้องค้างที่นั่น ถ้าจะเอาชุดนอนหรืออะไรไปด้วยก็จัดการเองนะ”
เฉินจี้ไม่ตอบ แล้วเดินขึ้นชั้นบนไปอีกครั้ง
แต่เฉินหย่วนเหยาคงถูกอาการปวดหัวหลังเมาค้างเล่นงาน จึงไม่มีแรงเหลือมาสนใจเขา ไม่อย่างนั้นถ้าเป็นเมื่อก่อน คงต้องด่าเฉินจี้เรื่องท่าทีไปสองสามคำแน่
