เหอซีรีบเดินกลับไป
เธอเกือบจะทำเหมือนในละครโทรทัศน์แล้ว โผกอดขาเฉินจี้พร้อมร้องห้ามไม่ให้เขากระโดดเด็ดขาด
แต่ถ้าคนทั่วไปทำแบบนั้น อย่างน้อยก็ยังพอให้ได้ยินเสียงอะไรบ้าง ส่วนเธอทำไปก็แค่ซาบซึ้งตัวเอง เฉินจี้มองไม่เห็นและไม่ได้ยินอะไรเลยสักนิด
เหอซีคว้าข้อมือข้างที่เฉินจี้สวมเหรียญทองแดงผูกเชือกดำไว้ ไม่ได้แตะเบา ๆ แค่ปลายนิ้วเหมือนแต่ก่อน แต่แนบฝ่ามือทั้งข้างลงบนเหรียญเล็ก ๆ นั่น
เธอจับไว้ตลอด ไม่ยอมปล่อย
อุณหภูมิของเหรียญทองแดงสูงขึ้นจนถึงขีดสุด
ร้อนจนเฉินจี้รู้สึกได้อย่างชัดเจน
ราวกับมีบางสิ่งดลใจ สายตาของเฉินจี้จับตำแหน่งเหอซีในอากาศได้พอดี ทั้งคู่สบตากัน สีหน้าของเขาว่างเปล่าเล็กน้อย ราวกับวิญญาณหลุดหายไปหลายส่วน
เขาเอ่ยถามขึ้นว่า “เมื่อกี้ลมแรงขนาดนั้นเลยเหรอ?”
ถุงพลาสติกทั่วห้องส่งเสียงดังกันหมด
ตอนนั้นเหอซีจะอยู่ในนั้นแล้วก่อเรื่องด้วยหรือเปล่านะ?
จู่ ๆ เฉินจี้ก็เริ่มไม่ชอบลมขึ้นมา
เพราะลมทำให้ประสาทสัมผัสของเขาสับสน จนแยกไม่ออกว่าเสียงไหนเป็นเสียงที่เหอซีทำ
อุณหภูมิของเหรียญทองแดงในมือเย็นลง จากนั้นถุงพลาสติกที่ถูกลมเมื่อครู่พัดไปกองตรงประตูห้องก็ส่งเสียงขึ้นสองครั้ง
เหอซีเดินไปเป่ามันเอง
จู่ ๆ สายฟ้าเส้นยาวก็ฟาดผ่านท้องฟ้าด้านนอก แสงสีขาวซีดอันน่าสะพรึงส่องสว่างทั่วทั้งเมืองราวกับกลางวันในชั่วพริบตา ก่อนเสียงฟ้าร้องครืนจะดังมาจากหมู่เมฆ
ทันใดนั้น โคมไฟติดผนังเพียงดวงเดียวที่ยังเปิดอยู่ในห้องก็ดับลง
ความมืดกลืนกินห้องไปจนหมด
สายฟ้าเป็นสิ่งที่มีพลังหยางสูงสุด ผีน้อยอย่างเหอซีกลัวมันที่สุด
แผ่นหลังของเธอแนบกับประตูห้อง มองสายฟ้าที่ฉีกท้องฟ้ายามค่ำคืน แล้วกลืนน้ำลายอย่างประหม่า
เธอไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย ได้แต่พยายามหดตัวให้เล็กที่สุดเพื่อลดการมีตัวตน กลัวเหลือเกินว่าจะถูกผ่าจนสลายเป็นเถ้าถ่าน
