ผ่านไปไม่นานก็ถึงวันที่ 1 กันยายน วันเปิดเทอม
ก่อนไปโรงเรียน คุณยายลู่กำชับว่า “ที่โรงเรียนถ้ามีเรื่องอะไร ก็ไปหาลู่จินได้นะ เขาอยู่ห้องอินเตอร์”
ลูกหลานในวงการนี้ส่วนใหญ่ก็เรียนอินเตอร์ที่โรงเรียนรัฐอย่างลู่จินนี่แหละ
จะได้สะดวกเวลาไปก่อเรื่องเข้าที่บ้านจะได้จัดการได้ทัน
อินเตอร์ของโรงเรียนมัธยมหนึ่งใช้หลักสูตรเอพีแบบอเมริกัน ซึ่งต่างจากสายที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศโดยสิ้นเชิง
ตอนที่สองตระกูลลู่กับตระกูลถานช่วยซวีเอินถังทำเรื่องย้ายโรงเรียน คิดไปแล้วว่าเธอคงปรับตัวกับอินเตอร์ไม่ได้ ก็เลยไม่ได้ย้ายให้ไปอินเตอร์
ชาติก่อน ซวีเอินถังเพื่อที่จะได้ใกล้ชิดลู่จิน เรียนไปแค่เทอมเดียวก็ย้ายไปอินเตอร์
หลังจากย้ายไป เธอต้องทุ่มเทขนาดไหน มีเพียงเธอคนเดียวที่รู้ ต่อมาก็สมัครมหาวิทยาลัยเดียวกันกับลู่จินแล้วไปเรียนต่อที่ต่างประเทศด้วยกัน
ตอนนี้เธอจะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว
มาเกิดใหม่อีกครั้ง เธอจะเรียนมหาวิทยาลัยในประเทศ เลือกสาขาที่ตัวเองชอบ
ซวีเอินถังสูดหายใจลึก ๆ เดินเข้าไปในห้อง 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
เปิดเทอมใหม่มีการจัดห้องใหม่ ทุกคนกำลังคุยเรื่องปิดเทอมฤดูร้อนกับเพื่อนเก่า
มีผู้ชายสองคนกำลังคุยเรื่องแข่งบอล คนหนึ่งไม่ทันระวังชนเข้ากับคนนึง
“ขอโทษนะ” ผู้ชายคนนั้นหันมาขอโทษ พอเห็นหน้าคนที่ชนก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ใบหน้าจะแดงขึ้นมา
ซวีเอินถัง: “ไม่เป็นไร”
พอซวีเอินถังเดินจากไป ผู้ชายสองคนก็คุยกันขึ้นมา
“นี่ใครเนี่ย”
“ไม่รู้จัก”
“พวกเราอยู่ชั้นปีเดียวกันตั้งเยอะ แกยังมีสาวสวยที่ไม่รู้จักอีกเหรอ”
“จริงด้วย ผู้หญิงสวยขนาดนี้ฉันต้องจำได้สิ น่าจะเป็นนักเรียนย้ายเข้ามานี่แหละ!”
**
“น้อง เพื่อนข้าง ๆ ไม่มีคนนั่งใช่ไหม”
ซวีเอินถังเงยหน้าขึ้น ตอบว่า “ไม่มี”
หญิงสาวดึงเก้าอี้ออก วางกระเป๋าลง แล้วนั่งลง ยิ้มแล้วพูดว่า “ฉันชื่อหลินเจียยวี่ เป็นห้อง 7 ตั้งแต่ ม.4 นะ”
ฉากนี้ตรงกับความทรงจำของซวีเอินถังพอดี พวกเธอได้เป็นเพื่อนร่วมโต๊ะอีกครั้ง
ชาติก่อนเธออยู่ห้อง 2 แค่เทอมเดียว แต่รู้สึกดีกับหลินเจียยวี่มาก
ตอนที่เธอเพิ่งย้ายมาแล้วปรับตัวไม่ได้ หลินเจียยวี่ช่วยเหลือเธอเยอะมาก
“ฉันชื่อซวีเอินถัง เพิ่งย้ายมาจากหลีเฉิงเทอมนี้”
การแบ่งห้องเป็นการแบ่งตามคะแนนสอบปลายภาคของ ม.4 คนที่ได้อยู่ห้อง 2 ซึ่งเป็นห้องวิทย์ทดลอง ส่วนใหญ่เป็นคนที่อยู่ห้องทดลองมาตั้งแต่ ม.4
คนที่มาจากห้องธรรมดาอย่างหลินเจียยวี่เป็นส่วนน้อย
ดังนั้นหลินเจียยวี่ก็ไม่มีคนรู้จักในห้องเท่าไหร่ ส่วนซวีเอินถังเป็นนักเรียนย้ายก็ยิ่งไม่มีคนรู้จัก
สองคนเลยมาเป็นเพื่อนกันพอดี
นิสัยของหลินเจียยวี่ค่อนข้างขี้อาย แต่ยังไม่ถึงครึ่งวันก็สนิทกับซวีเอินถังแล้ว
เธออุทานว่า “ไม่คิดว่าเราจะถูกคอกันขนาดนี้”
ซวีเอินถังยิ้ม “อาจจะเป็นเพราะเราเคยมีบุพเพสันนิวาสกันมาก่อน”
หลินเจียยวี่เห็นด้วยสุดใจ “ฉันก็ว่างั้น! ตอนเข้าห้องมา ฉันเห็นเธอเป็นคนแรกเลย”
วันแรกของการเปิดเทอมบรรยากาศค่อนข้างผ่อนคลาย
สองคาบสุดท้ายของบ่ายเป็นการประชุมใหญ่เปิดเทอม นักเรียนและอาจารย์ทุกคนไปที่หอประชุม
ซวีเอินถังแอบหยิบหนังสือไปท่อง
หลินเจียยวี่เห็นเพื่อนใหม่ขยันขนาดนี้ ก็ไม่อยากยอมแพ้ ใครจะไปคิดว่าเพื่อนร่วมโต๊ะคนใหม่จะขยันกว่าเธออีก
แต่ละห้องทยอยกันมาถึงหอประชุม
ซวีเอินถังนั่งติดทางเดิน ข้าง ๆ คือหลินเจียยวี่
จู่ ๆ ก็เกิดความวุ่นวายขึ้นรอบข้าง ทุกคนมองไปทางเดียวกัน
ซวีเอินถังถาม “เกิดอะไรขึ้น”
หลินเจียยวี่ทำเป็นเรื่องปกติ “พวกห้องอินเตอร์มาไง พวกเธอมองลู่จินอยู่”
อีกฝั่งหนึ่งของทางเดิน ผู้หญิงกลุ่มหนึ่งกำลังหันกลับไปมองอย่างตื่นเต้น
“อ๊ายยย ลู่จินมาแล้ว!”
“เขาเดินมาทางนี้นะ ช่วยดูให้ฉันหน่อยสิ ผมฉันเป็นยังไงบ้าง”
“หล่อมากเลย พักร้อนหนึ่งฤดูร้อนไม่ได้เจอ ยิ่งหล่อขึ้นอีก”
...
ซวีเอินถังนึกขึ้นได้ ช่วงเปิดเทอมใหม่มีเหตุการณ์แบบนี้อยู่
เมื่อก่อนเธอก็เป็นหนึ่งในผู้หญิงกลุ่มนั้นเหมือนกัน
หลินเจียยวี่เก็บสายตากลับมาแล้ว กลับไปดูโจทย์ฟิสิกส์ต่อ
เธอพูดว่า “ไม่มีอะไรน่าดู ดูผู้ชายหล่อ ๆ มันเสียสมาธิในการเรียน”
ซวีเอินถังรู้สึกว่าเธอพูดถูกมาก
ถ้าเธอรู้สึกตัวแบบนี้ตั้งนานแล้วก็คงดี
ลู่จินเพิ่งตื่นมารูปลักษณ์แฝงความง่วงและความหงุดหงิดเล็กน้อยที่หว่างคิ้ว
ระหว่างเดินไปตามขั้นบันไดกลางหอประชุม เขาสะดุดตากับแผ่นหลังที่เงียบสงบนั้น มันโดดเด่นท่ามกลางฝูงชนที่อึกทึก
เขานึกถึงคืนนั้นที่ริมสระน้ำในสวนฟู่ กับประโยคที่ว่า “นอนดึกไม่ดีต่อสมองนะ”
เหอเจียยวี่สังเกตเห็นฝีเท้าของเขาแผ่วลง จึงถาม “เป็นอะไรไป อาจิน”
ลู่จินเก็บสายตากลับ “ไม่มีอะไร”
กลุ่มคนเดินผ่านข้างตัวซวีเอินถังไป
เหอเจียยวี่อดหันกลับไปมองไม่ได้ แล้วพูดว่า “ผู้หญิงคนนั้นสวยจังเลย!”
ลู่จิน: “เงียบไปเลย เสียงดังเกินไป”
ไม่นานก็มีความวุ่นวายอีกครั้งดังมาจากอีกทิศทางหนึ่ง
ซวีเอินถังที่กำลังท่องหนังสือถูกหลินเจียยวี่เขย่าแขน
“อ๊ายยย ซวีเอินถัง เธอดูเร็ว!”
ซวีเอินถังเงยหน้าอย่างสงสัย มองตามสายตาของเธอไป
ที่นั่งตรงนั้นเป็นนักเรียนชั้นม.6 ทั้งหมด
จุดที่ทุกสายตามองไปคือกลุ่มผู้ชายกลุ่มหนึ่ง
คนที่สะดุดตาที่สุดกำลังก้มหน้านิดหน่อยคุยกับผู้ชายข้าง ๆ มุมปากมีรอยยิ้มจาง ๆ สบาย ๆ ผิวขาวเย็น
นั่นคือ...
“เป็นถานจี้หลี่อ๊ายยยย!!” หลินเจียยวี่แสดงสีหน้าคลั่งไคล้สุดขีด
ซวีเอินถัง: “...”
ว่าไว้ยังไงนะ ดูผู้ชายหล่อ ๆ เสียสมาธิในการเรียน?
“เธอชอบถานจี้หลี่เหรอ” ซวีเอินถังถาม
หลินเจียยวี่แก้ว่า “คือบูชาต่างหาก!”
ตอนพูด สายตาก็ยังไม่อยากละจากเขา
“เขาเป็นเทพคณิตศาสตร์โอลิมปิกนะ! ถึงจะอยู่ห้องอินเตอร์ แต่ติดทีมชาติฝึกซ้อม แล้วตอนนี้ได้โควต้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยเอแล้ว”
“บอกเธอเป็นความลับนะ เทอมก่อนตอนใกล้สอบปลายภาคฉันไหว้เขามา” พูดถึงตรงนี้ หลินเจียยวี่เริ่มเขิน ๆ
ซวีเอินถัง: “...ไหว้ยังไง”
หลินเจียยวี่: “ก็ตามกลุ่มต่าง ๆ มีรูปเขาเยอะแยะ ก็สุ่มเซฟมาหนึ่งรูป แล้วอธิษฐานขอให้สอบได้คะแนนดี ๆ ไง ไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวที่ทำ”
ฝั่งนั้นถานจี้หลี่และพวกนั่งลงแล้ว
สายตาของหลินเจียยวี่ถูกคนที่เดินไปเดินมาบังจนมองไม่เห็นอะไรอีก
เธอเก็บสายตากลับมา “ถ้าสมองแบบนี้แบ่งให้ฉันบ้างก็คงดี เขาเป็นยอดมนุษย์ในดวงใจของสาว ๆ สายชอบคนเก่งจริง ๆ!”
“ก็แค่ยังมีจุดที่เสียดายนิดหน่อย”
ซวีเอินถัง: “อะไรเหรอ”
ถานจี้หลี่มีจุดบกพร่องด้วยเหรอ
หลินเจียยวี่มองกลุ่มผู้หญิงที่ตื่นเต้นกลุ่มนั้น แล้วพูดอย่างเสียดาย “ก็แค่หน้าแบบวายร้ายยังไงล่ะ”
ซวีเอินถัง: “...”
