ในห้องสมุดเก่าเหลือเพียงจี้สวินกับอาโลสองคน
อาโลหยิบกาน้ำชาขึ้นมาเติมชาร้อนใส่ถ้วยของจี้สวิน
เมื่อครู่เขายืนอยู่ข้าง ๆ และเห็นทุกอย่างกับตา คนเจ็ดคนที่ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนต่างระแวดระวังกันยิ่งกว่าระแวงศัตรู แต่ตอนเดินออกไปกลับยอมรับกันอย่างหมดใจ ทั้งยังแบ่งหน้าที่กันเรียบร้อย
เขาเคยเรียนทฤษฎีการรบร่วมในโรงเรียนนายร้อยตะวันตก ตำราเรียนวาดสถาปัตยกรรมการบัญชาการไว้อย่างสวยหรู มีลูกศรชี้ขึ้นลงเต็มไปหมด แต่ไม่เคยบอกเลยว่าจะทำอย่างไรให้คนกลุ่มหนึ่งที่มีความแค้นต่อกันรวมเป็นหนึ่งเดียวได้
“ครู” เขาเอ่ยขึ้นเป็นภาษาหัวกั๋ว สำเนียงท้องถิ่นติดมานิดหน่อย “ตำราเรียกสิ่งนี้ว่าการประสานการรบหลายเวที แต่ศาสตราจารย์ไม่เคยสอนผมเลยว่าจะทำให้ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจริงได้ภายในคืนเดียวอย่างไร”
“บทเรียนวันนี้ ผมเพิ่งเข้าใจแจ่มแจ้งเมื่อครู่นี้เอง”
จี้สวินยกถ้วยชาขึ้น เป่าลมใส่ไอร้อน แล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก “ที่จริงแล้ว ความกลัวใช้ได้ผลกว่าการเชื่อฟัง คนที่เชื่อฟังจะรอคำสั่ง ส่วนคนที่กลัวจะรอเพียงทิศทางเดียว”
อาโลเงียบไปครู่หนึ่ง จดจำทุกคำไว้ในใจทีละคำ
เขานึกถึงการซ้อมรบจบการศึกษาในโรงเรียนนายร้อยตะวันตก ตอนนั้นเขาบัญชาการกองพันทหารราบยานเกราะในสถานการณ์จำลอง ทุกหน่วยปฏิบัติตามคู่มือการรบอย่างเคร่งครัด ไม่มีกองกำลังใดกล้าเดินเพิ่มแม้แต่ก้าวเดียวก่อนจะได้รับคำสั่ง
สงครามที่เขาเห็นในวันนี้ไม่ใช่แบบนั้น แต่เป็นเกมชิงไหวชิงพริบที่ไม่มีบท
ทุกคนต่างชั่งน้ำหนักผลประโยชน์กับความกลัวของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ่งที่ครูทำไม่ใช่การออกคำสั่ง แต่คือการรวมความกลัวและผลประโยชน์ของคนเหล่านี้ให้เป็นหนึ่งเดียว แล้วชี้ทางให้พวกเขา
