วันที่สอง
แสงแดดอ่อน ๆ ส่องลอดหน้าต่างเข้ามา ทิ้งเงาสีทองจาง ๆ ไว้บนม่านเตียง
เสิ่นฮวาลืมตาขึ้น เห็นม่านเตียงเหนือศีรษะแล้วชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกได้ว่าตัวเองแต่งงานแล้ว
เธอหันไปมอง เห็นซ่งเหยียนยังหลับอยู่ เขานอนตะแคงหันหน้ามาทางเธอ มือข้างหนึ่งวางอยู่ข้างหมอน ห่างจากปลายผมของเธอเพียงหนึ่งชุ่น
เสิ่นฮวาไม่ขยับ เพียงมองเขาเงียบ ๆ
แสงยามเช้าทาบลงบนใบหน้า ยิ่งขับให้ใบหน้าหล่อเหลาและสง่างามของเขาดูอ่อนโยนเป็นพิเศษ
เธอนึกถึงหยาดน้ำตาที่ร่วงลงบนใบหน้าของเขาเมื่อคืน ใจพลันเอ่อล้นด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
เธอถอนหายใจเบา ๆ กำลังจะลุกขึ้น ซ่งเหยียนก็ขยับตัวขึ้นมาเสียก่อน
เขาลืมตาขึ้น ดวงตายังพร่ามัวอยู่บ้าง พอเห็นเธอกำลังมองเขาก็ชะงักไป ก่อนจะยกมุมปากขึ้น
เสียงของเขายังแหบพร่าจากการเพิ่งตื่น “ฮูหยิน อรุณสวัสดิ์”
เสิ่นฮวาไม่คิดว่าเขาจะตื่นขึ้นมา จึงทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง เธอขานรับเบา ๆ ว่า
“อรุณสวัสดิ์”
ซ่งเหยียนยันกายลุกขึ้น ขยี้ตาแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง
“ฟ้าเพิ่งสาง ทำไมไม่นอนต่ออีกหน่อยล่ะ”
เสิ่นฮวาตอบว่า “นอนไม่หลับแล้ว”
หลังจากเรื่องเมื่อวาน ใจของเธอหนักอึ้ง แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกปล่อยวางขึ้นมาบ้าง
เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายเป็นคำพูด
โลกเล็กแห่งนี้ให้ความรู้สึกแตกต่างจากโลกก่อน ๆ ที่เธอเคยไป
ที่นี่เธอรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง และรู้สึกว่าตัวเองมีตัวตนอยู่จริง
บางครั้งในใจก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า ไม่อยากทำภารกิจแล้ว อยากใช้ชีวิตให้ดีเท่านั้น
ซ่งเหยียนพยักหน้า แล้วลุกจากเตียงตามเธอ
เขาสวมเสื้อตัวนอกเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะก้มลงผูกสายคาดเอวอย่างเงอะงะ ทำอยู่หลายครั้งก็ยังผูกไม่สำเร็จ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาแต่งตัวต่อหน้าผู้หญิง แถมผู้หญิงคนนั้นยังเป็นภรรยาคนใหม่ของเขาอีกด้วย
