ทว่าประกายเย็นชานี้แล่นวาบผ่านเพียงชั่วครู่ ก็กลับคืนสู่ความอ่อนโยนสงบนิ่งดังเดิม
“ท่านแม่มิเคยสอนข้าให้พูดปด ท่านอากล่าวคลาดเคลื่อนแล้ว”
เซี่ยหว่านหนิงได้ยินเซี่ยจิ่งกลับเข้าข้างฉินจิ่วเวย ก็หันขวับไปถลึงตาใส่
“เจ้าบอกว่ามิใช่ฉินจิ่วเวยสอนให้เจ้าโกหก เช่นนั้นก่อนหน้านี้เหตุใดเจ้าจึงไม่บอกว่าเจ้ารังเกียจกลิ่นสาบแกะ? ว่ามาสิ!”
เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย น้ำเสียงแผ่วเบา “ไม่เป็นไรขอรับท่านอา หากท่านอยากกินเนื้อแกะก็เชิญกินเถิด ข้าชินกับการกลั้นลมหายใจเวลากินข้าวแล้ว…”
“อดไปสักสองสามมื้อก็ไม่เป็นไรขอรับ ท่านอาอย่าได้รังควานท่านแม่ของข้าอีกเลย…”
เซี่ยหว่านหนิงถึงกับสะอึกทันที ครั้นตั้งสติได้ก็ยิ่งโกรธกว่าเดิม
ไอ้เด็กเซี่ยจิ่งนี่หมายความว่าอย่างไรกัน!
ตอนนี้พูดราวกับว่านางจงใจให้เขาอดอยากเสียอย่างนั้น! ช่างเจ้าเล่ห์นัก!
เป็นไปตามคาด ทันทีที่เซี่ยจิ่งกล่าวจบ เซี่ยหว่านหนิงก็รู้สึกว่าแววตาที่เซี่ยเยี่ยนหลี่มองนางนั้นเยือกเย็นขึ้นอีกหลายส่วน
เซี่ยหว่านหนิงแน่นในอก
นางมิได้มีเจตนาเช่นนั้นเลย! ถึงแม้จะไม่โปรดเซี่ยจิ่ง แต่นางก็มิเคยคิดให้เขาอดอยาก!
ไอ้เด็กเวร! ไอ้เด็กชั่ว! ใส่ร้ายนางถึงเพียงนี้!
ฉินจิ่วเวยมองดูอยู่ข้าง ๆ เลิกคิ้วเล็กน้อย เด็กคนนี้ ฉลาดหลักแหลมนัก…
ใช้ความอ่อนเอาชนะความแข็งแกร่ง แสร้งทำเป็นอ่อนแอ…
คิดไปคิดมา ฉินจิ่วเวยก็พลันชะงัก
ไม่ถูกสิ ฟังดูแล้วเหตุใดจึงคล้ายนางนัก?
เซี่ยหว่านหนิงสูดลมหายใจเข้าลึก น้ำเสียงเกรี้ยวกราด “เซี่ยจิ่ง! ข้ามิได้คิดให้เจ้าอดอยาก! ข้าหมายความว่า…”
ขณะที่นางเอื้อนเอ่ย เซี่ยจิ่งก็ลดเปลือกตาลงทันที
เขายิ่งสงบนิ่ง ก็ยิ่งทำให้เซี่ยหว่านหนิงดูโอหังไร้มารยาท
เซี่ยเยี่ยนหลี่เหลือจะทนดูต่อไปได้ จึงเปล่งเสียงตวาด “พอได้แล้วเซี่ยหว่านหนิง!”
เซี่ยหว่านหนิงสะดุ้งเย็นสันหลังเมื่อได้ยินเสียงนี้
ทั้งร่างเหมือนถูกสาดด้วยน้ำเย็นฉ่ำ พลันเงียบสงัดลงในบัดดล
เซี่ยเยี่ยนหลี่มองไปทางเซี่ยจิ่งที่อยู่ข้าง ๆ รู้สึกขมขื่นในใจ
