แต่ไม่นาน ฉินจิ่วเวยก็รู้ตัวว่าตนเองเสียอาการ
นางเม้มริมฝีปากแล้วกล่าวแก้ต่างว่า “ข้าหมายความว่า ท่านสวามีจะไปจริง ๆ หรือ เพคะ ลองใคร่ครวญอีกสักหน่อยเถิด”
เซี่ยเยี่ยนหลี่ขมวดคิ้ว “ฉีอ๋องเป็นเชื้อพระวงศ์ ครั้งนี้การแก้ไขกฎหมายภาษี ความเห็นของเขาสำคัญยิ่ง ข้าจึงต้องไปไต่ถามสักหน่อย”
ฉินจิ่วเวยหรี่ตาลงเล็กน้อย พยายามสงบใจแล้วกล่าวว่า “อยากถามความเห็น ก็ไม่จำเป็นต้องถามที่งานชุมนุมกวีในจวนฉีอ๋องเสมอไป เปลี่ยนเวลาหรือสถานที่ ก็น่าจะเหมือนกัน”
เซี่ยเยี่ยนหลี่พลันเงยหน้าขึ้น ดวงตาดำดุจหยกน้ำแข็งเบื้องล่างจ้องมองมา
ฉินจิ่วเวยเมื่อก่อนอ่อนโยนและมีคุณธรรมมาโดยตลอด แทบไม่เคยคัดค้านเรื่องใด
แต่ครั้งนี้นอกจากจะคัดค้านแล้ว น้ำเสียงและท่าทางยังร้อนรนถึงเพียงนี้…
เซี่ยเยี่ยนหลี่เลิกคิ้วข้างหนึ่ง จ้องมองนางอย่างครุ่นคิด
“ดูเหมือนเจ้าจะไม่อยากให้ข้าไปงานชุมนุมกวีครั้งนี้ยิ่งนัก เหตุใดหรือ”
เพราะเขาจะสังหารท่าน…
ในใจฉินจิ่วเวยมีเหตุผลที่แน่ชัด ไม่อาจไปงานเลี้ยงได้
แต่ไม่อาจพูดออกมา เพราะนางไร้หลักฐาน พูดไปย่อมถูกมองว่าเป็นคนบ้า!
ฉีอ๋องมีใจคิดกบฏ จุดประสงค์ของงานเลี้ยงครั้งนี้ก็เพื่อกำจัดเซี่ยเยี่ยนหลี่ ปั่นป่วนสถานการณ์ในราชสำนัก
เมื่อเซี่ยเยี่ยนหลี่ตาย ราชสำนักย่อมวุ่นวาย ฉีอ๋องก็จะฉวยโอกาสก่อกบฏ
ชาติก่อนก็เป็นเช่นนี้ ฉีอ๋องจัดมือสังหารในงานชุมนุมกวี หมายฉวยโอกาสลอบสังหารเซี่ยเยี่ยนหลี่
