จวนโหว ยามมื้อค่ำ
ฉินจิ่วเวยก้มหน้าทานอาหารเงียบๆ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงใครบางคนเอ่ยเรียกนาง
“จิ่วเวย ข้ารู้ว่าเจ้าดูแลเอาใจใส่เด็กๆ อย่างยิ่ง อุตส่าห์เลือกอาจารย์ให้เจวี๋ยเกอร์โดยเฉพาะ”
ฮูหยินโหวคลี่ยิ้ม สีหน้าเต็มไปด้วยความเมตตาอ่อนโยน
ทว่าฉับพลันนั้น นางก็เปลี่ยนน้ำเสียง “แต่เหตุใดเจ้าจึงเลือกบัณฑิตหนุ่มที่อ่อนวัยเช่นนี้เล่า”
“หากจะเลือก ก็น่าจะเลือกท่านอาจารย์อาวุโสผู้ทรงคุณธรรมและเป็นที่เคารพนับถือจึงจะถูก”
“ข้ารู้ว่าเจ้าเดิมเป็นบุตรอนุในจวน มิสันทัดเรื่องเหล่านี้”
ฮูหยินโหวขมวดคิ้ว ราวกับเจ็บปวดใจยิ่งนัก
“หากเจ้ามิรู้ ก็มาถามข้าเถิด การเปิดปัญญาให้เด็กเริ่มเรียนหนังสือเป็นเรื่องใหญ่ จะมาล่าช้าเสียเวลาเช่นนี้มิได้”
ฉินจิ่วเวยได้ฟังก็วางตะเกียบหยกในมือลง มุมปากยกยิ้มเยียบเย็น
ทั้งเซี่ยหว่านหนิงและฮูหยินโหวล้วนรังเกียจนางเช่นเดียวกัน
ทว่าการหาเรื่องของเซี่ยหว่านหนิงช่างตื้นเขินและโง่เขลา ทำให้คนจับได้โดยง่ายว่านางกำลังจับผิดและหาเรื่อง
เทียบกันแล้ว ฮูหยินโหวฉลาดกว่ามากนัก
อ้างว่าทำเพื่อหวังดีต่อเจ้า แท้จริงแล้วกลับลอบปฏิเสธการตัดสินใจของเจ้า คอยกดดันและด้อยค่าเจ้าโดยไม่ให้รู้ตัว
ชั้นเชิงของทั้งสองนางช่างห่างกันราวฟ้ากับเหว
สมแล้วที่ว่า ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด
อย่างไรเสีย นางก็มิหวั่นเกรง
ฉินจิ่วเวยเอ่ยเสียงนุ่มนวล “ท่านแม่สามีรู้ดีถึงเพียงนี้ ก่อนหน้านี้ย่อมต้องเคยคัดเลือกอย่างถี่ถ้วนเป็นแน่”
