หลานเอ๋อร์ได้ยินดังนั้น สิ่งแรกที่คิดคืออยากเกลี้ยกล่อม
ด่านชายแดนอยู่ไกล ทั้งยังมีลมทรายแรง องค์หญิงเป็นถึงกิ่งทองใบหยก จะทนความลำบากเช่นนั้นได้อย่างไร
แต่พอคำพูดมาถึงริมฝีปาก นางกลับกลืนมันลงไป
นางมองใบหน้าซีดขาวของหนานสวี่ มองแววตากระจ่างชัดยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ แม้จะผ่านคืนที่ไม่ได้นอนมา แล้วพลันเข้าใจขึ้นมา
นางเกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จหรอก
ไม่ว่าใครมาก็เกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จทั้งนั้น
ฮองเฮาองค์ก่อนเป็นคนเช่นไร องค์หญิงที่นางให้กำเนิดก็เป็นคนเช่นนั้น
แม่ลูกมีนิสัยเหมือนกัน เมื่อเกิดเรื่องขึ้นก็ไม่มีทางนั่งรอให้คนมาช่วยอยู่เฉย ๆ
“ได้” หลานเอ๋อร์เม้มริมฝีปาก ก่อนพยักหน้าอย่างหนักแน่น “บ่าวจะไปเก็บของ!”
หลานเอ๋อร์รีบร้อนออกไป พอพ้นประตูก็เริ่มตะโกนเรียกคน
“ชุนเถา! ไปเอาเสื้อคลุมหนา ๆ สองสามตัวในคลังออกมา! เอาเสื้อกันหนาวไปด้วย! ใช่ ตัวที่หนาที่สุดนั่นแหละ!”
“เสี่ยวหม่าน เจ้าไปเบิกเงินที่ห้องบัญชีมาให้มากหน่อย ระหว่างทางต้องใช้!”
“อีกอย่าง ไปดูรถม้าที่คอกม้าด้วย เลือกคันที่แข็งแรง ตรวจล้อให้ทั่ว ต้องใช้เดินทางไกล!”
หนานสวี่ยืนอยู่ในห้อง ฟังหลานเอ๋อร์สั่งงานเป็นชุด ๆ จากด้านนอก ก่อนค่อย ๆ เดินไปนั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง
ใบหน้าของนางสะท้อนอยู่ในกระจกทองแดง ซีดเซียว อ่อนล้า ใต้ตาคล้ำเป็นวง
นางยกมือแตะแก้มตัวเอง นึกถึงรอยนิ้วมือที่ปรากฏบนแก้มหลังจากตบจี้กวนหลานเมื่อคืน
ความจริงนางรู้ว่าเขาไม่ได้ทำผิด
เขาสืบพบเบาะแส ซึ่งชี้ไปยังคนเก่าของพระมารดา เขาปิดบังไม่ได้ และก็ไม่อาจไม่สืบต่อ หากนางอยู่ในตำแหน่งเดียวกับเขา เกรงว่านางคงเย็นชากว่าเขาเสียอีก
