เขาเดินไปหยุดหน้าห้องชั้นดีห้องในสุด ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
ประตูลงกลอน หน้าต่างก็ปิดสนิท
เขายกมือขึ้น ปลายนิ้วแนบกับร่องประตู ก่อนจะสะกิดเบา ๆ กลอนขวางด้านในก็เลื่อนออกไปด้านข้างอย่างไร้สุ้มเสียง เผยช่องแคบ ๆ ให้เห็น
ประตูถูกผลักเปิดเป็นช่องพอให้เบี่ยงตัวเข้าไปได้ จี้กวนหลานแทรกกายเข้าไป ก่อนจะปิดประตูกลับตามเดิม
ภายในห้องมืดสลัว มีเพียงแสงจันทร์เลือนรางที่ลอดผ่านกระดาษหน้าต่าง ส่องให้เห็นเค้าโครงของเตียงนอน
หนานสวี่นอนแผ่แขนขาอย่างหมดท่า แขนข้างหนึ่งพาดอยู่ข้างหมอน ส่วนอีกข้างห้อยลงนอกขอบเตียง ผ้าห่มถูกนางถีบไปกองอยู่ตรงเอว สายเสื้อชั้นในคลายออกข้างหนึ่ง เผยให้เห็นไหปลาร้าเพียงนิด
จี้กวนหลานยืนมองนางอยู่หน้าเตียงเนิ่นนาน
แสงจันทร์ตกกระทบบ่าของเขา ขับให้ดวงตาคู่นั้นลึกล้ำและหนักอึ้ง ยากจะหยั่งถึง ทั้งยังซ่อนความรู้สึกทุกอย่างไว้ไม่มิด
เขาก้มลงค่อย ๆ วางแขนที่ห้อยอยู่นอกขอบเตียงกลับไปข้างกายนาง ก่อนนั่งลงตรงขอบเตียง
ราตรีนอกหน้าต่างค่อย ๆ คลายจากความมืดดำเป็นสีน้ำเงินเข้ม แล้วจึงจางลงเป็นสีเทาขาว
แสงแรกของวันลอดผ่านกระดาษหน้าต่างเข้ามา จี้กวนหลานมองนางเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์
*
ยิ่งมุ่งหน้าไปทางตะวันตก ถนนหลวงก็ยิ่งแคบลง ต้นไม้สองข้างทางหนาทึบขึ้น แสงอาทิตย์ลอดผ่านช่องใบไม้ร่วงลงบนรถม้าเป็นประกายระยิบระยับราวทองคำ
หนานสวี่เลิกม่านมองอยู่ครู่ใหญ่ จู่ ๆ ก็ปล่อยม่านลง พิงผนังรถม้าแล้วเท้าเอวถอนหายใจยาว
“มีอะไรไม่ชอบมาพากล”
หลานเอ๋อร์กำลังปอกส้ม พอได้ยินก็เงยหน้าขึ้น “องค์หญิง มีอะไรไม่ชอบมาพากลหรือเพคะ?”
“ไม่ชอบมาพากลไปหมด! วันที่สามหลังออกจากเมืองหลวง เราผ่านช่องเขาเฮยเฟิง ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นรังโจรแห่งเขตเมืองหลวง กองคาราวานผ่านไปยังต้องจ่ายค่าผ่านทาง แต่พวกเรามีรถม้าผ้าม่านสีเขียวคันเดียว กับสตรีสามคน นั่งโคลงเคลงผ่านไปได้อย่างราบรื่น แถมไม่ได้ยินเสียงหมาเห่าสักแอะ”
