เงานอกประตูไหววูบขึ้นมา เสียงฝีเท้าดังเร่งร้อนและสับสน
หลานเอ๋อร์คุกเข่าอยู่ใต้ระเบียง มองฮ่องเต้สีหน้าเคร่งขรึมถอยออกจากหน้าห้องบรรทม ก่อนสาวเท้ายาวมุ่งออกไปนอกเรือน นางตกใจจนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า
พระพักตร์ฮ่องเต้ดำคล้ำราวกับก้นหม้อ
จริงด้วย
เป็นธิดาของพระองค์ที่ลงมือก่อนจริง ๆ
จี้กวนหลานวางตัวเรียบร้อย รักษาธรรมเนียมและมารยาท ยามเข้าเฝ้าก็ยืนหลังตรงยิ่งกว่าผู้ใด เวลาพูดก็ไม่เคยขึ้นเสียงเลยสักครั้ง เรื่องที่ล่วงเกินที่สุดในชีวิตก็คือคุกเข่าต่อหน้าพระองค์เพื่อขอรับโทษ
*
งานเลี้ยงในวังเพื่อต้อนรับเป่ยตี๋กำหนดเริ่มยามโหย่ว ทว่าขันทีที่ฮ่องเต้ส่งมาก็ไปยืนรอหน้าตำหนักองค์หญิงตั้งแต่ยังไม่ถึงยามเซินแล้ว ทั้งเร่งอยู่ถึงสามครั้ง และทุกครั้งหลานเอ๋อร์ก็ทูลตอบว่าองค์หญิงยังทรงแต่งพระองค์อยู่
จนดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ หนานสวี่จึงค่อย ๆ ขึ้นรถม้าเข้าไปในวัง
หลานเอ๋อร์ช่วยจัดชายกระโปรงให้นางในรถ อดหัวเราะไม่ได้ “องค์หญิง ชุดวันนี้ของพระองค์ เกรงว่าคนทั้งท้องพระโรงจะตะลึงจนตาค้างกันหมดเพคะ”
หนานสวี่มองกระจกทองแดง ยกมือแตะปิ่นระย้าทับทิมแดงข้างขมับ แล้วคลี่ยิ้ม
อาภรณ์วังสีแดงสดทั้งชุด แขนเสื้อกว้างทอดยาวลงจรดพื้น หงส์ปักดิ้นทองตัวหนึ่งเลื้อยจากบ่าลงไปถึงชายกระโปรง ผ้าคาดเอวรัดแน่นขับให้เอวคอดบางราวกับโอบได้ด้วยมือเดียว
หน้าผากแต้มลายดอกชาดเล็กละเอียด หางคิ้วเชิดขึ้นเล็กน้อย ดวงตาพริ้มพราวชวนหลงใหล งดงามอ่อนหวานและเจิดจ้า จนเครื่องประดับมุกทั้งท้องพระโรงพลอยหม่นหมองไปสามส่วน
เมื่อถึงประตูวัง นางจับมือหลานเอ๋อร์ลงจากรถม้า แล้วก้าวขึ้นบันไดทีละขั้น
ประตูท้องพระโรงเปิดกว้าง โคมไฟสว่างไสว
