ฮ่องเต้หยุดฝีเท้า หันกลับมามองจี้กวนหลาน น้ำเสียงแฝงโทสะของผู้เป็นจักรพรรดิที่ถูกหลอกลวง
“ไท่ฟู่ เรื่องนี้เจ้าไปจัดการ สืบอย่างลับ ๆ ตรวจสอบที่มาของสายลับพวกนั้นให้กระจ่าง อย่าปล่อยไปแม้แต่คนเดียว พอได้หลักฐานมาแล้ว เราค่อยดูว่าเป่ยตี๋ยังจะพูดอะไรได้อีก”
จี้กวนหลานก้มศีรษะ ประสานมือคารวะ “กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา”
“ในเมื่อพวกเขาไม่ได้มาสู่ขออย่างจริงใจ เรื่องเชื่อมสัมพันธ์ด้วยการแต่งงานก็ยกเลิกไปเสีย หลังจากเจ้าสืบเรื่องนี้เสร็จ เราจะหาเหตุผลส่งองค์ชายเป่ยตี๋กลับไป ของหมั้นเป็นเมืองสามเมืองน่ะหรือ เราไม่สนใจ”
“กระหม่อมจะไม่ทำให้ทรงผิดหวังพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้พยักหน้า มองใบหน้าอันสงบนิ่งเช่นเคยของจี้กวนหลานแล้วถอนพระทัยขึ้นมา ก่อนเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน
“เรื่องเจ้ากับองค์หญิง...”
จี้กวนหลานเงยหน้าขึ้น ขนตาขยับไหวเล็กน้อย
ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์ น้ำเสียงเจือความจนพระทัยและความเอ็นดูแบบบิดาอยู่หลายส่วน
“เป็นซวี่เอ๋อร์ที่เอาแต่ใจ เรารู้ดี ตั้งแต่เด็กนางถูกพระสนมมารดาตามใจจนเสียคน อยากได้อะไรก็ต้องได้มาให้ได้ ไม่สนว่าคนอื่นจะเต็มใจหรือไม่”
“พอจัดการเรื่องนี้เสร็จ เราจะให้นางมอบสถานะให้เจ้า เจ้าถูกทำให้ลำบากใจ เรารู้แก่ใจ”
“กระหม่อมมิกล้ากล่าวว่าลำบากใจ องค์หญิงทรงสูงศักดิ์ ส่วนกระหม่อมเป็นเพียงขุนนางต่างแซ่ ทุกอย่างแล้วแต่ฝ่าบาทจะทรงตัดสินพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรท่าทีอ่อนน้อมสง่างามของเขา ก็ยิ่งรู้สึกว่าธิดาของพระองค์รังแกอีกฝ่ายจนแย่แล้ว ความรู้สึกผิดในพระทัยจึงผุดขึ้นมาอีกครั้ง
“พอแล้ว ๆ เจ้ากลับไปพักเถิด หลายวันนี้เจ้าลำบากแล้ว พรุ่งนี้ไม่ต้องเข้าเฝ้า เราอนุญาตให้ลาหนึ่งวัน”
จี้กวนหลานประสานมือคารวะลา ก่อนหมุนกายเดินออกจากพระตำหนักหยางซิน
ลมกลางคืนพัดลอดแขนเสื้อ พอเดินใกล้ถึงประตูตำหนัก เขาก็หยุดฝีเท้ากะทันหัน ยกมือกดหว่างคิ้ว
