ตอนเที่ยง ลู่เจียหนิงไม่ได้เลือกร้านอาหารหรูหรือพาเสิ่นเยี่ยนไปย่านการค้าคึกคัก แต่กลับพาเขาไปร้านเก่าแก่ในย่านที่พักอาศัยเก่าแห่งหนึ่ง ร้านไม่มีแม้แต่ชื่อ มีเพียงป้ายเรียบง่ายว่า “ร้านอาหารบ้าน ๆ”
ร้านนี้เป็นกิจการของสามีภรรยาสูงวัยคู่หนึ่ง ตั้งแต่ลู่เจียหนิงยังเด็ก คุณปู่ก็พาเธอมาที่นี่อยู่บ่อย ๆ คุณปู่เคยเล่าว่าร้านนี้ก่อตั้งโดยพ่อของเจ้าของร้านคนปัจจุบัน สืบทอดกิจการกันมาสองรุ่น จนถึงตอนนี้ก็เปิดมานานกว่า 30 ปีแล้ว
เวลาเปิดร้านก็แปลกไม่เหมือนใคร ช่วงเที่ยงเปิดตั้งแต่ 11:00 ถึง 13:30 ส่วนช่วงเย็นเปิดตั้งแต่ 16:30 ถึง 19:00 เปิดวันละสองรอบ รอบละสองชั่วโมงครึ่ง แต่ละวันทำกับข้าวเพียงแปดอย่างเท่านั้น
เสิ่นเยี่ยนกับลู่เจียหนิงสั่งอาหารมาหกอย่าง ได้แก่ หมูผัดแป้งทอดยี่หร่า เนื้อแกะผัดยี่หร่า ผักกาดขาวผัดเห็ดหูหนู หมูสามชั้นตุ๋นวุ้นเส้น พริกเขียวผัดเนื้อรอบหัวใจ และของกินเล่นสี่อย่างคลุกน้ำส้มสายชูหมัก
ร้านไม่ใหญ่ แต่มีลูกค้านั่งกินอยู่ไม่น้อย พอสั่งอาหารเสร็จ เสิ่นเยี่ยนก็เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ คิดว่าต้องอร่อยมากแน่ ๆ
ลู่เจียหนิงถือไม้ตะเกียบใช้แล้วทิ่มลงบนโต๊ะ เม้มริมฝีปากมองเสิ่นเยี่ยน “จะดื่มอะไรไหม?”
“กับข้าวเยอะขนาดนี้ก็น่าจะดื่มสักหน่อย ถ้าจะดื่มก็เอาเหล้าขาวแล้วกัน” เสิ่นเยี่ยนคิดอะไรได้ก็พูดออกมาตรง ๆ
“คิดอะไรอยู่ ตอนนี้เที่ยงแล้ว บ่ายโมงครึ่งร้านก็ปิด ที่นี่เป็นร้านอาหาร ไม่ใช่ร้านเหล้า” ลู่เจียหนิงเอ็ดเขาเสียยกใหญ่ “แต่ฉันก็อยากดื่มเหมือนกัน” เธอแอบหัวเราะ
พวกเขาสั่งเหล้าขาวขวดเล็กมาขวดหนึ่ง กับข้าวยกมาอย่างหนึ่งก็จัดการหมดจาน ยกมาอีกอย่างก็หมดอีกจาน อร่อย อร่อยจริง ๆ อร่อยจนเกินห้ามใจ!
เสิ่นเยี่ยนเอ่ยว่า “กลิ่นหอมจากวัตถุดิบถูกดึงออกมาได้เต็มที่ แถมยังคุมไฟได้ดี มีกลิ่นหอมเกรียมนิด ๆ ด้วย”
“ฉันเองก็ไม่ได้กินมานานแล้ว อยากกินพอดี เลยพานายมาด้วย” ลู่เจียหนิงดื่มจนแก้มแดงระเรื่อ “ว่าแต่ นายยังเดาความลับของฉันไม่ได้นะ”
