ระหว่างทางกลับบ้าน ฟ้ามืดสนิทไปนานแล้ว
“ซุ่ยซุ่ย เดินช้า ๆ นะ มืดแล้วทางเดินไม่ค่อยดี แม่จะส่องไฟฉายให้”
เถียนฮวากับหวังอิ๋นฮวาต่างมัวแต่ห่วงท้องของสวีซุ่ย จนลืมฉินหยุนโจวที่เดินไม่สะดวกและต้องใช้ไม้เท้าพยุงตัวไปเสียสนิท
ทั้งสองเดินประกบสวีซุ่ยคนละข้าง เบียดฉินหยุนโจวที่เดินอยู่ข้างเธอออกไปโดยไม่รู้ตัว
ทั้งสี่คนมีไฟฉายอยู่แค่กระบอกเดียว แสงสว่างจึงส่องได้ไม่ไกลนัก
สวีซุ่ยเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นความผิดปกติ ระหว่างเดินอยู่ดี ๆ ก็พบว่าฉินหยุนโจวไม่ได้อยู่ข้างกายแล้ว พอหันกลับไปดูก็เห็นว่าเขายังอยู่ข้างหลัง
เธอหยุดเดิน แล้วรับไฟฉายจากมือเถียนฮวา
“แม่คะ ส่งไฟฉายให้ฉันเถอะค่ะ ฉันจะส่องเอง”
เถียนฮวากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง พอเงยหน้าขึ้นมองก็ชะงัก เอ๊ะ ลูกชายของเธอหายไปไหนแล้วล่ะ?
จนกระทั่งสวีซุ่ยหยุดเดินแล้วหันกลับไป ส่องไฟฉายไปทางด้านหลัง
แสงไฟสีเหลืองสลัวส่องให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาและสุภาพของชายหนุ่ม ร่างสูงสง่าของเขา รวมถึงไม้เท้ากับขาที่ดูยังไม่ค่อยถนัดนัก
เถียนฮวาถึงได้รู้ตัวว่าเมื่อครู่นี้เธอทิ้งลูกชายที่เดินไม่สะดวกไว้ข้างหลังเสียแล้ว จึงรีบวิ่งเข้าไปหา “หยุนโจว ไม่เป็นไรใช่ไหม ระวังหน่อยนะ ค่อย ๆ เดิน”
สายตาของฉินหยุนโจวที่เงยขึ้นมองไปหยุดอยู่ที่สวีซุ่ยซึ่งกำลังส่องไฟให้เขา เธอเป็นคนแรกที่สังเกตว่าเขาถูกลืมไว้ข้างหลัง
จากนั้นเขาก็บอกเถียนฮวาที่อยู่ข้างกายว่า “แม่ครับ ผมไม่เป็นไร”
“พวกคุณเดินต่อไปเถอะ ไม่ต้องคอยดูแลผมเป็นพิเศษ ตอนนี้ผมแค่ระวังตอนเดินหน่อยก็ไม่มีปัญหาแล้วครับ”
