มีสตรีสองคนเดินเข้ามาจากประตูเรือนด้านหลัง
ทั้งคู่ต่างงดงามล่มเมือง คนหนึ่งสูงวัยกว่า อีกคนยังเยาว์วัย สตรีผู้สูงวัยกว่าคือซ่งซื่อ แม่เลี้ยงของเจียงอี๋ซู
ซ่งซื่อมีชาติกำเนิดจากตระกูลพ่อค้าแห่งเจียงหนาน ครอบครัวมั่งคั่งร่ำรวย ครั้นแรกนางไม่เต็มใจอย่างยิ่งที่จะออกเรือนกับเจียงโส่วเจิ้งในฐานะภรรยาคนใหม่
ตำแหน่งอวี้สื่อได้ยินดูสูงส่ง ทว่าแท้จริงกลับไม่มีผลประโยชน์อันใด หลายปีมานี้ครอบครัวเจียงต้องพึ่งพาคุณหนูใหญ่เจียงอี๋ซูออกไปทำงานค้าขายหาเงินจุนเจือครอบครัวในทุกวัน
วันนี้ก็เช่นกัน ยังไม่ทันถึงยามเที่ยง ซ่งเยว่หรงก็มาหาเรื่องเสียแล้ว
จวนแห่งนี้ยากจนข้นแค้น ข้าวของเครื่องใช้ในสวนล้วนเรียบง่ายอย่างยิ่ง มีเพียงซ่งเยว่หรงที่สวมอาภรณ์หรูหรา ประดับขนเตียว ใบหน้าแต่งแต้มชาดแป้ง ท่วงท่ากิริยางดงามเพียบพร้อม
เจียงหว่านเยว่ น้องสาวแท้ ๆ ของเจียงอี๋ซู ผู้เป็นนางเอกในนิยายตามคำเล่าลือ ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน
ปีนี้เจียงหว่านเยว่อายุเพียง 17 ปี แต่งกายประหนึ่งนักร้องสาวแห่งเจียงหนาน เผยหัวไหล่เนียนขาวออกมาครึ่งหนึ่ง
นางสวมกระโปรงหลัวฉวินเอวสูงถึงอก ดวงตาจิ้งจอกฉ่ำวาวคู่นั้นดูเย้ายวนยิ่งนัก
นางมองเจียงอี๋ซูอย่างน่าสงสาร พอเห็นสตรีผู้นี้แต่งกายไม่เรียบร้อย ทั้งตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำมัน เส้นผมดำขลับงดงามถูกรวบเป็นหางม้าสูงด้วยเชือกเส้นเดียว สวมเสื้อผ้าป่านหยาบ พับแขนเสื้อขึ้นลวก ๆ เผยแขนขาวผ่องทั้งสองข้าง มือถือซาลาเปาทอดสองลูก นางก็ขมวดคิ้วพลางยกมือปิดปาก
“เหม็นเหลือเกิน พี่หญิง เหตุใดท่านจึงกินอาหารที่ชาวนากินกันทุกวัน หากกินเช่นนี้จะกลายเป็นคนอัปลักษณ์เอาได้”
“พี่หญิง หว่านเยว่ไม่ได้ให้คนส่งขนมมาให้ท่านหรือ? เหล่าคุณหนูในเมืองหลวงต่างดื่มน้ำค้างยามเช้า กินรังบัวและเมล็ดบัวต้มเพียงคำเดียวก็ถือว่าอิ่มท้องแล้ว”
เจียงอี๋ซูคร้านจะโต้เถียง จึงกลอกตาใส่
นางไม่ได้รังเกียจนางเอกในนิยายเรื่องเดิม เพียงแต่เจียงหว่านเยว่บอบบางเกินไป ทุกครั้งที่พบกัน นางรู้สึกราวกับว่าทั้งสองอยู่กันคนละโลก
เจียงอี๋ซูรีบกินซาลาเปาอีกสองสามลูกให้อิ่มท้อง ก่อนเรียกหงซิ่วไปตั้งแผง
ที่นางเชื่อฟังซ่งซื่อเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะถูกรังแกได้ง่าย แต่เพราะสถานการณ์ของนางในยามนี้ จำเป็นต้องหาเงิน
ยิ่งมีเงินมากยิ่งดี ไม่แน่ว่าสุดท้ายอาจถูกยึดทรัพย์ นางจึงต้องมีความสามารถพอจะหลบหนีได้ด้วย
เจียงอี๋ซูถือเข่งนึ่งสำหรับทำก๋วยเตี๋ยวหลอดกับแป้งเหลว เดินทางไปยังตลาดเช้าที่คึกคักที่สุดในเมืองหลวง ซึ่งก็คือตลาดซีเฉิง
พอตั้งแผง ก็มีพ่อค้าแม่ขายข้างแผงพากันเข้ามาหาทันที
“น้องเจียง วันนี้จะทำอะไรขายหรือ?”
“โธ่ ครั้งก่อนเจ้าทำบะหมี่เกี๊ยวสาหร่ายกุ้งแห้ง ลูกชายข้าคะนึงถึงอยู่หลายวันแล้ว เมื่อไรจะทำอีกสักครั้งเล่า?”
“ท่านแม่ ข้าอยากกิน! ข้าอยากกินอาหารฝีมือพี่หญิงเจียง!”
เจียงอี๋ซูตั้งแผงขายอาหารเช้าในตลาดซีเฉิงมาได้เพียงหกเจ็ดวัน ก็เป็นที่คุ้นหน้าของผู้คนมากมายแล้ว คนเหล่านี้ไม่รู้ว่านางเป็นบุตรีของอวี้สื่อ ส่วนซ่งซื่อในบ้านก็ไม่รู้ว่าเจียงอี๋ซูออกมาเปลี่ยนมาขายอาหารเช้าแล้ว
เจ้าของร่างเดิมแต่ก่อนเอาแต่ปักผ้าและซื้อขายงานฝีมือ มีเพียงเจียงอี๋ซูที่ข้ามมาจากอีกโลกเท่านั้นที่มีฝีมือทำอาหารเช่นนี้
เจียงอี๋ซูยิ้มละไม สั่งหงซิ่วให้เช็ดอุปกรณ์กับพายแซะให้สะอาด จากนั้นก็แสดงฝีมือทำก๋วยเตี๋ยวหลอดอันน่าอัศจรรย์ให้ชาวบ้านที่มามุงดูได้ชมอีกครั้ง
ผู้คนรอบข้างมองจนตาค้าง
“ว้าว! นี่คือสิ่งใดกัน? เป็นแป้งหรือแผ่นแป้ง? เหตุใดจึงบางราวกับผ้าคลุมหน้า ทั้งยังใสแวววาวเช่นนี้?”
“ในแผ่นแป้งนี่ใส่กุ้งกับหมูสับหรือ? จะคาวหรือไม่ น้องเจียง เจ้าไม่ใส่ต้นหอม ขิง และเหล้าปรุงอาหารหรือ?”
ผู้คนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ ทว่าจำนวนคนซื้อกลับไม่ลดน้อยลงแม้แต่คนเดียว
ครั้นได้ลิ้มรสก๋วยเตี๋ยวหลอดกุ้งสดฝีมือเจียงอี๋ซู ทุกคนต่างอร่อยจนแทบกัดลิ้น รสเลิศจนคิ้วแทบหลุด
“สวรรค์ อร่อยเหลือเกิน! ข้าไม่เคยกินของที่มีสัมผัสเช่นนี้มาก่อน!”
“เห็นชัด ๆ ว่าทำคล้ายของย่าง ทั้งยังใช้พายแซะพลิกไปมา เหตุใดกินแล้วสัมผัสกลับคล้ายขนมเย็น?”
“มีรสกุ้ง รสหมู แล้วยังมีไข่ไก่สีเหลืองทองลูกโตอีกฟอง คุณหนูเจียง เพียงกัดคำเดียว ข้าก็ไม่ต้องกินข้าวอีกทั้งวันแล้ว!”
ผู้คนรอบข้างพูดคุยหัวเราะอย่างครึกครื้น ขณะเดียวกันก็มีเสียงกระแสไฟฟ้าดังขึ้นในหัวของเจียงอี๋ซู
【ติ๊ง! รายได้จากการตั้งแผงวันนี้เข้าบัญชีแล้ว รายรับวันนี้ 982 เหรียญอีแปะ รายจ่าย 133 เหรียญอีแปะ ในถุงมิติยังเหลือเงินตำลึงเงิน 300 ตำลึง กับเหรียญอีแปะอีก 7,200 เหรียญ】
เมื่อทะลุมิติเข้ามาในนิยายย่อมต้องมีตัวช่วยวิเศษ เจียงอี๋ซูก็มีเช่นกัน
วันแรกที่มาถึง นางก็ผูกมัดเข้ากับระบบบัญชีอาหารแสนอร่อยนี้แล้ว
เจียงอี๋ซูอยากเก็บเงิน อีกทั้งยังอยากทำอาหารต่อไป จึงผูกมัดเข้ากับมิติพกพานี้
เงินที่เจียงอี๋ซูหามาได้ในแต่ละวันสามารถเก็บสะสมไว้ในมิติ นอกจากนางจะหยิบเงินออกมาใช้ได้ทุกเมื่อแล้ว ยังแปลงเป็นแต้มเสมือนเพื่อแลกของในห้างมิติได้อีกด้วย
อย่างตำราสร้างเข่งนึ่งก๋วยเตี๋ยวหลอดเล่มนี้ ก็แลกมาจากห้างมิติ ภายหน้าหากนางเก็บเงินได้มากขึ้น ยังสามารถแลกอุปกรณ์ทำครัวจากอนาคตได้โดยตรง
เตาอบ แม่พิมพ์เค้ก หม้อทอดไร้น้ำมัน วัตถุดิบชานม และอื่น ๆ อีกมากมาย!
เจียงอี๋ซูมาอยู่ในยุคโบราณนานแล้ว บางครั้งก็อดคิดถึงอาหารขยะสักคำไม่ได้จริง ๆ!
ทางด้านนางกำลังหาเงินอย่างคึกคัก ขณะเดียวกันในวังหลวงก็ใกล้ถึงเวลาพักกลางวันของเจียงโส่วเจิ้งแล้ว
เจียงโส่วเจิ้ง อวี้สื่อ เพิ่งออกมาจากหอเก็บตำรา ก็ถูกคนผู้หนึ่งโอบไหล่ไว้
“โส่วเจิ้ง ไปกันเถิด สมัยที่เจ้าและข้าเรียนอยู่ในสำนักศึกษา ก็ถือว่าเป็นสหายร่วมสำนัก วันนี้ข้าเป็นเจ้ามือ เลี้ยงอาหารกล่องที่ห้องเครื่องทำให้พวกขุนนางอย่างพวกเรา!”
เจียงโส่วเจิ้งขมวดคิ้วเล็กน้อย ยามนี้เขาอายุยังไม่ถึงวัยสี่สิบ เส้นผมข้างขมับเริ่มขาวเล็กน้อย รูปร่างสูงเพรียว ใบหน้าหล่อเหลาราวหยก เป็นแบบฉบับของบัณฑิตอย่างแท้จริง
อวี้สื่อเจียงเป็นชายหนุ่มสง่างาม ทั้งยังเที่ยงตรงซื่อตรง ขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊ในวังต่างรู้กันดี ทว่าเขามีข้อเสียอยู่เพียงประการเดียว
นิสัยเงียบขรึมเกินไปสักหน่อย
ผู้ที่โอบไหล่เจียงโส่วเจิ้งก็คือแม่ทัพผู้เกรียงไกรลู่หยุนเปียว ซึ่งกำลังเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทในช่วงนี้
ทว่าเจียงโส่วเจิ้งยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ไว้หน้าอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
“ไม่จำเป็น บุตรีของข้าให้คนนำอาหารมาให้แล้ว”
“บุตรีหรือ? บุตรีคนไหนกัน? คุณหนูใหญ่เจียงอี๋ซู หรือเจียงหว่านเยว่ผู้เลื่องลือว่าเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง? โส่วเจิ้งเอ๋ย เจ้านี่ช่างโชคดีนัก มีบุตรีทั้งสองที่เอาใจใส่ถึงเพียงนี้ ต่างจากข้า ที่บ้านมีแต่เจ้าลูกชายตัวแสบ!”
แววไม่พอใจพาดผ่านใบหน้าเจียงโส่วเจิ้ง
เขาไม่ชอบให้คนนอกหยอกล้อถึงบุตรีทั้งสองของตนอยู่ร่ำไป ไม่ว่าจะอี๋ซูหรือหว่านเยว่ก็ยังอายุน้อยเกินไป คนหนึ่งอายุ 19 ปี อีกคนอายุ 17 ปี เขายังไม่คิดจะให้พวกนางออกเรือน
เจียงโส่วเจิ้งมองลู่หยุนเปียวด้วยแววตาเป็นอริขึ้นมาหลายส่วน
“ไม่เกี่ยวกับท่าน”
เจียงโส่วเจิ้งเอ่ยเพียงสี่คำด้วยน้ำเสียงเย็นชา แล้วเดินจากไปทันที แม่ทัพใหญ่ลู่มองแผ่นหลังของชายหนุ่ม พลางหัวเราะด้วยความโมโห
“หึ เจียงโส่วเจิ้งผู้นี้ ต่อให้เทพยดามาก็ยังไม่เห็นสีหน้าดี ๆ จากเขาสักนิด”
เมื่อเห็นลู่หยุนเปียวโกรธ ขุนนางบางคนก็ฉวยโอกาสเดินเข้ามาประจบด้วยรอยยิ้ม “แม่ทัพลู่กล่าวถูกแล้ว อวี้สื่อเจียงเป็นผู้เที่ยงธรรมและไม่รับสินบน นับเป็นคนดีผู้หนึ่ง ทว่าบางครั้งคนที่แข็งกร้าวเกินไปก็หักได้ง่าย ทั้งท่านและเขาต่างก็เป็นคนโปรดของฝ่าบาท เหตุใดเขาจึงไม่ไว้หน้าท่านแม้แต่น้อยเล่า?”
“ช่างไม่รู้จักสำนึกบุญคุณเสียจริง คราวนี้ที่เรียบเรียงหอเก็บตำรา อวี้สื่อเจียงไม่รู้หรือว่าต้องพึ่งพาแม่ทัพลู่...”
คนเหล่านั้นพูดจาใส่สีตีไข่ ลู่หยุนเปียวเหลือบมองอย่างเย็นชา มิได้กล่าวสิ่งใดเพิ่ม
เมื่อมาถึงห้องอาหาร เจียงโส่วเจิ้งก็พบหลัวเต๋อไห่ และได้รับกล่องอาหารที่เจียงอี๋ซูส่งมาให้
“ใต้เท้าเจียงลองดูเถิด อาหารยังร้อนอยู่ คุณหนูใหญ่กำชับกระหม่อมอย่างละเอียด บอกว่าให้เตือนอวี้สื่อว่าเวลากินซาลาเปาทอดต้องกัดอย่างระมัดระวัง ข้างในใส่วุ้นน้ำแกงที่คุณหนูใหญ่เคี่ยวตลอดคืน ระวังอย่าลวกปากเข้า!”
หลัวเต๋อไห่กล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ถ้อยคำก็ไพเราะยิ่งนัก สีหน้าของเจียงโส่วเจิ้งผู้เย็นชาและเคร่งขรึมมาโดยตลอด จึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ริมฝีปากบางยกขึ้นน้อย ๆ
“ขอบคุณท่านขันทีหลัว”
เจียงโส่วเจิ้งเปิดฝากล่องอาหาร กลิ่นหอมก็โชยเข้าจมูกในพริบตา ราวกับมีแสงทองเปล่งประกายออกมา
“หอมยิ่งนัก!”
