เมิ่งอู๋กอดหมอนอิงมองเขา
ผู้ชายคนนี้ตัวสูงใหญ่จริง ๆ สูงราวหนึ่งเมตรเก้าสิบหรือเปล่า? ส่วนสูงระดับนี้ก็พบเห็นได้ไม่บ่อยอยู่แล้ว ยิ่งในภาคใต้ยิ่งหาได้ยาก
เขาย่อตัวอยู่ตรงนั้น ดูตัวใหญ่เอามาก ๆ พอเงยหน้ามองนาง ใบหน้าหล่อเหลาก็เผยให้เห็น รอยแผลบนโหนกแก้มทำให้หน้าตาของเขาดูด้อยลงไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วเขาก็ยังหล่อเหลาอยู่ดี ซ้ำรอยแผลนั้นยังเพิ่มกลิ่นอายดุดันให้เขาอีกด้วย
ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเขากลับช่วยลดทอนบรรยากาศที่ดูไม่ค่อยเป็นมิตรลงได้เป็นอย่างดี
ยิ่งไปกว่านั้น ในดวงตาของเขายังมีความจริงจังอยู่ด้วย
“ก็ได้” นางพูดพลางยิ้ม ยื่นมือไปรับช่อกุหลาบแดง
“ยินดีที่ได้รู้จัก แฟนหนุ่ม” เมิ่งอู๋มองเขา พลางยื่นมือไปดึงให้เขาลุกขึ้น
มุมปากของเฉินติ้งคุนยกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ เขาจับมือนางไว้แล้วลุกขึ้น แต่ไม่ได้ยืนตัวตรง กลับโน้มตัวเข้าหานาง จุมพิตลงบนริมฝีปาก
เมิ่งอู๋เอนตัวไปด้านหลังตามสัญชาตญาณ แต่เขากดท้ายทอยนางไว้ จุมพิตจึงลึกซึ้งยิ่งขึ้น
“อืม...” นางครางเบา ๆ พลางคว้าแขนเขาแล้วหยิกอย่างแรง ทว่าเฉินติ้งคุนกลับไม่ใส่ใจ ยังคงจูบตามใจตนเอง จูบจนเมิ่งอู๋หายใจติดขัดไปหมด ถึงค่อยถอยออกมาแล้วหัวเราะเสียงต่ำ
เมิ่งอู๋เบิกตากว้างจ้องเขา แต่ดวงตาที่มีหยาดน้ำคลออยู่กลับไม่ได้ดูน่าเกรงขามเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะแก้มที่แดงระเรื่อและหางตาที่แต้มสีแดงจาง ๆ ดวงตากลมสวยราวกับตาแมวพลันเผยเสน่ห์เย้ายวนออกมา เฉินติ้งคุนรู้สึกใจเต้นขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ลำคอขยับกลืนน้ำลาย
“อย่ามองข้าแบบนั้น” เขายกมือบังดวงตานาง น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อย “จะทำให้ข้าคิดว่าเจ้ากำลังเชื้อเชิญ”
