เมื่อทั้งสองออกมาจากห้องอีกครั้ง เมิ่งอู๋ดูอ่อนเพลียอยู่บ้าง มีเพียงริมฝีปากที่แดงกว่าปกติเล็กน้อย
เห็นทั้งสองออกมาอย่างสงบ ไม่มีท่าทีโมโหเหมือนก่อนหน้านี้
ป้าคนใช้ทั้งสองจึงค่อยวางใจแล้วกลับไป
เมิ่งอู๋กินข้าวเสร็จก็กลับไปล้างหน้าแปรงฟัน พอออกมา หานเจินก็จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เขานั่งอยู่บนโซฟา ส่วนโทรทัศน์กำลังฉายหนังเรื่องที่เมิ่งอู๋ชอบ
นี่กลายเป็นความเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูดของทั้งสองไปแล้ว
เมิ่งอู๋เดินออกไปนั่งบนโซฟา แล้วชิงทำท่าโมโหก่อน “ดูนี่!”
นางดึงเสื้อออกให้หานเจินดูรอยช้ำเขียวม่วงบนไหล่ ซึ่งเกิดจากการชนกำแพงเมื่อตอนกลางวัน
“ขอโทษ” หานเจินเข้าใจไปก่อนว่าเป็นฝีมือตน จึงเอ่ยขอโทษออกมาโดยไม่ทันคิด
“เจ้าจะขอโทษอะไร!” เมิ่งอู๋ยิ่งไม่พอใจ ทำท่าทางเกรี้ยวกราดพลางพูดว่า “นี่เป็นรอยที่ซ่งฉือหยี่ดึงฉันตอนบ่ายจนหัวไปกระแทกกำแพงต่างหาก! เป็นเพราะเจ้านั่นแหละ!”
“ขอโทษ ผมไม่รู้เรื่องเลย” หานเจินรีบพูด เขาไม่คิดว่าซ่งฉือหยี่จะถึงขั้นลงไม้ลงมือ จึงขมวดคิ้วน้อย ๆ นางลงมือกับเมิ่งอู๋ได้อย่างไรกัน?
เขาลูบเบา ๆ ด้วยความระมัดระวัง กลัวว่าจะทำให้เมิ่งอู๋เจ็บ “ยังเจ็บอยู่ไหม?”
เมิ่งอู๋ส่งเสียงฮึ ดูเหมือนจะหายโมโหไปบ้างแล้ว ก่อนจะบ่นพึมพำต่อว่า “บุรุษผู้ก่อมรนาค! เพราะเจ้านั่นแหละ ซ่งฉือหยี่ถึงชอบหาเรื่องฉันอยู่เรื่อย ต่อไปอยู่ให้ห่างจากนางหน่อย เข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้ว” หานเจินตอบรับอย่างว่าง่าย ในใจเจ็บปวดเหลือเกิน
เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะเขา ไม่อย่างนั้นเมิ่งอู๋ก็คงไม่ต้องเจอเรื่องพวกนี้
ซ่งฉือหยี่เป็นอะไรกันแน่