คืนนั้นทั้งสองหลับสบาย ซบกอดคลอเคลียกัน ศีรษะแนบชิดกันสนิทสนมยิ่งนัก
สุดท้ายทั้งคู่ก็สะดุ้งตื่นเพราะเสียงป้าคนใช้เคาะประตู
วันนี้เป็นวันเสาร์ ทั้งสองไม่มีความเคลื่อนไหวอยู่ตั้งนาน ป้าคนใช้จึงต้องขึ้นมาเรียก
ต่อให้ยังอยากนอนต่อแค่ไหนก็ต้องกินข้าว
เมิ่งอู๋ถูกปลุกจนตื่นอย่างงัวเงีย อารมณ์ขุ่นมัวจึงตอบไปตรง ๆ ว่า “ฉันไม่กิน”
ป้าคนใช้ได้ยินก็เดาว่าเมื่อคืนเธอคงนอนดึกอีกแล้ว จึงไม่รบกวนและเดินจากไป
พอเสียงเคาะประตูเงียบลงเสียที เมิ่งอู๋ก็รู้สึกว่าหมอนข้างที่เธอพิงอยู่ขยับ จึงถามอย่างไม่พอใจทันทีว่า “นายจะทำอะไร”
“ผมควรกลับไปแล้ว ป้าคนใช้คงไปเรียกผมเหมือนกัน” หานเจินบอก “จะให้เราสองคนไม่ลุกจากเตียงเลยก็คงไม่ได้ ป้าคนใช้ต้องรู้สึกว่ามีอะไรแปลก ๆ แน่”
หากป้าคนใช้รู้เข้า พ่อแม่ตระกูลเมิ่งก็ต้องรู้ตามไปด้วย
เรื่องที่ทั้งสองคบกัน ที่บ้านยังไม่มีใครรู้เลย
ไม่รู้เหมือนกันว่าเมิ่งอู๋จะยอมเปิดเผยเมื่อไร
“น่ารำคาญ” เมิ่งอู๋พูดอย่างหงุดหงิด “ฉันไม่สน นายอยู่กับฉันแล้วนอนต่อเถอะ”
ร่างนุ่มนิ่มของเธอเบียดเข้ามาในอ้อมแขน หานเจินพลันอยากทำตามใจเธอทุกอย่าง ไม่มีทางเลือกจึงหยิบโทรศัพท์ส่งข้อความหาป้าคนใช้ บอกว่าเมื่อคืนเขาทำโจทย์จนดึก เช้านี้ไม่กินข้าว อย่ามารบกวน
ป้าคนใช้ตอบตกลงทันที
หานเจินวางโทรศัพท์ลง กอดเมิ่งอู๋นอนต่อไปตลอดช่วงเช้า กระทั่งสิบโมงกว่า ทั้งสองจึงตื่น
ม่านหน้าต่างปิดสนิท ภายในห้องจึงมืดสลัว
เมิ่งอู๋พลิกตัวไปมาอยู่สองรอบ ก่อนจะคว่ำหน้าซบอกเขาแล้วครางงึมงำ “เอวปวดเมื่อย”
หานเจินรีบนวดเอวให้เธอทันที
“กี่โมงแล้ว” เมิ่งอู๋หาวพลางคลำหาโทรศัพท์ของตัวเองไปทั่วเมื่อคืนหานเจินเก็บเตียงแล้วจัดข้าวของทุกอย่างวางไว้บนโต๊ะข้างเตียงอย่างเป็นระเบียบ คราวนี้เขาเพียงยื่นมือไปหยิบแล้วส่งให้เธอ