ตอนที่เมิ่งอู๋อุ้มโกศอัฐิกลับมาถึงหมู่บ้าน ชาวบ้านแทบทุกบ้านแตกฮือออกมาดูกันเกรียวกราว
ตระกูลหลินเดินออกไปต้อนรับแต่ไกล ยายหลิวแย่งโกศไปร่ำไห้โฮ คร่ำครวญว่าลูกชายของตนไม่หยุดปาก ร้องไห้จนกระทั่งคนจากสหกรณ์เดินมาปลอบโยนจนสงบลงได้ จึงพากันกลับบ้าน
ครอบครัววีรชนย่อมมีระเบียบแบบแผน จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย เพียงแต่อัฐิวีรชนกลับคืนถิ่น ทางหน่วยงานจำต้องแสดงท่าทีบ้างเป็นธรรมดา
เพราะงานศพนี้ ตระกูลหลินคึกคักอยู่หลายวัน ในที่สุดก็ฝังหลินเจี้ยนเช่อได้
ตามมาด้วยคนตระกูลเมิ่งมาหา เอ่ยถึงเรื่องของเมิ่งอู๋
บ้านพ่อแม่ตั้งใจอยากให้กลับไป จะยุคอะไรแล้ว ไม่มีประเพณีให้แม่หม้ายอยู่เป็นโสด ฝ่ายบ้านสามีตระกูลหลินย่อมไม่ยอมแน่นอน
ตระกูลหลินมีลูกชายสามคนลูกสาวหนึ่ง ร่างเดิมแต่งเข้าบ้านไปเป็นลูกสะใภ้คนรอง ด้านบนก็ไม่โดนเอ็นดูเท่าลูกคนโต ด้านล่างก็ไม่ได้รับความรักเท่าลูกคนเล็ก ยังมีน้องสาวสามีคนหนึ่งนิสัยเหมือนแม่สามี ปากร้ายชอบหาเรื่อง
ตอนนี้ น้องสามียังไม่ได้แต่งเมีย น้องสาวสามียังไม่ได้ออกเรือน แต่กลับคนหนึ่งเจ้าเล่ห์ อีกคนเอาแต่ใจ ด้านบนลูกสะใภ้คนโตก็เจ้าเล่ห์คิดเล็กคิดน้อย ทั้งบ้านมีเพียงร่างเดิมคนเดียวที่เป็นคนซื่อ ทำทุกอย่างตกเป็นภาระของนาง และยังขยัน ออกไปทำงานทุกวันเทียบเท่าชายฉกรรจ์ ได้สิบคะแนนแรงงาน
สถานการณ์แบบนี้ ตระกูลหลินย่อมไม่ยอมปล่อยนางไปง่าย ๆ แน่นอน
อีกทั้งเรื่องกำเนิดของร่างเดิม พ่อตายแต่เด็ก แม่ก็แต่งงานใหม่ไปนานแล้ว ก่อนหน้านี้ย่าเลี้ยงดูมา ตั้งแต่เด็กไม่เคยรอดพ้นคำพูดด่าทอเสียดสีของย่าว่าแม่ของนางผู้หญิงไม่มีสามีอยู่ไม่ได้ ต้องหาใหม่
ที่นางยืนกรานจะอยู่เป็นหม้ายก็มีส่วนจากเหตุนี้
ย่านางตายไปหลายปีแล้ว คนที่มาชวนกลับคือบ้านลุงคนโต ไม่ได้มีเจตนาดีอะไร หวังจะเรียกค่าสินสอดอีกคำรบหนึ่ง
สองฝ่ายทะเลาะกันยุ่งเหยิง สารพัดเรื่องเลวร้าย เมิ่งอู๋ก็ไม่รีบร้อน นางใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ทำความเข้าใจว่าตระกูลหลินซ่อนเงินไว้ที่ไหนบ้าง
แต่ร่างเดิมทำงานหนักให้ตระกูลหลินมาหลายปีเช่นนี้ นางไม่คิดจะปล่อยให้ตระกูลหลินได้เปรียบไปง่าย ๆ
ฝ่ายหนึ่งชวนให้กลับ บอกว่าอยู่เป็นหม้ายจะลำบากเพียงใด
อีกฝ่ายใช้ความผูกพันชวนให้อยู่ ยายหลินปากพร่ำว่าเอานางเป็นลูกแท้ ๆ พูดถึงตอนแต่งงานที่ลุงของนางเรียกค่าสินสอดเพื่อใส่ไฟนาง
สองฝ่ายพากันล้อมเมิ่งอู๋ตื๊อ เมิ่งอู๋ก็ทำทีเป็นคนซื่อไม่มีจุดยืนอย่างร่างเดิม โลเลไปมา
วุ่นวายอยู่พักหนึ่ง สหพันธ์สตรีก็มาถึง
ยุคนี้ไม่ใช่สังคมเก่าแล้ว ปลดปล่อยความคิด ต้านทานจารีตโบราณ สนับสนุนให้หญิงม่ายแต่งงานใหม่ ฝืนให้อยู่เป็นหม้ายถือว่าผิดกฎหมาย
เมิ่งอู๋ถูกเกลี้ยกล่อม ก็ทำท่าลังเลแล้วจากไป
ก่อนจากนางเก็บเงินและบัตรปันส่วนที่ตระกูลหลินซ่อนไว้จนเกลี้ยง จุดไฟเผาบ้านไม่พอ ยังหักขายายหลินให้หักอีกด้วย
ตอนนี้ยายหลินนอนครวญครางอยู่บนเตียงทั้งวัน ลูกชายลูกสาวลูกสะใภ้ไม่มีใครยอมดูแล นางก็ไม่ใช่คนที่ใครจะมารังแกได้ง่าย ๆ นอนด่าทอทั้งวัน บ้านตระกูลหลินแต่ละวันคึกคักไม่แพ้ตลาดนัด
เมิ่งอู๋วางแผนไว้ว่า ต่อไปต้องไปฮ่องกงสักเที่ยว ถ้าไม่จัดการหลินเจี้ยนเช่อให้ตายภายในใจนางจะไม่สงบ
รังควานตระกูลหลินเสร็จ เมิ่งอู๋สวมใบหน้าคนซื่อ ๆ รังควานตระกูลเมิ่งต่อ
เดือนหนึ่งที่นางไม่ได้อยู่นิ่ง ๆ ยุ่งแทบตาย
วุ่นวายมาจนครบเดือน เมิ่งอู๋เริ่มรู้สึกอาการคนท้อง แล้วจึงไปโทรศัพท์ที่ตัวเมือง
"ข้าท้องแล้ว ทำอย่างไรดี" นางกดเสียงต่ำ เต็มไปด้วยความกลัวและหวาดหวั่น
ไม่พูดเกินจริง ในวินาทีนั้นสมองฮั่วเซียวมึนงงไปหมด
ท้อง?
ไม่มีชายใดไม่ต้องการทายาท ยิ่งเขาเองอายุสามสิบแล้ว เห็นคนรอบข้างแต่งงานมีลูกกันไปทีละคนสองคน เขาก็เคยคิดว่าถ้าตนเองมีลูกจะเป็นอย่างไร
แต่ความจริงคือ หลังบาดเจ็บเขาไปหาหมอมาหลายคน ในนั้นมีทั้งหมอฝีมือระดับชาติ ล้วนบอกว่าเขาบาดเจ็บหนัก แม้เรื่องบนเตียงจะไม่มีปัญหา แต่ยากจะมีทายาท
คิดถึงตรงนี้ฮั่วเซียวก็สงบลง ขมวดคิ้ว
เขาอดกลั้นความอยากซักถาม ครุ่นคิดแล้วพูดว่า "ข้าไปรับเจ้าเอง"
ในยุคนี้ สามีตายแล้ว จู่ ๆ มาท้อง หากถูกคนพบว่านางตั้งครรภ์ คงต้องทนทุกข์ทรมานแน่
ไม่ว่าเด็กคนนี้จะเป็นมาอย่างไร แต่ก่อนหน้านี้เขาเป็นฝ่ายผิดเอง ฮั่วเซียวคิดว่า อย่างน้อยก็ต้องดูแลนางสักหน่อย
ปลายสายมีเสียงสะอื้นของผู้หญิง ตอนพูดเมื่อครู่ยังไม่ร้องไห้ แต่ตอนนี้เหมือนกลั้นไว้ไม่อยู่แล้ว สะอื้นออกมา
"ดี" นางพูด
"เจ้า รีบมานะ"
"ข้ากลัว"
ฮั่วเซียวพอจะนึกภาพนางร้องไห้ออก เขาเคยเห็นมาก่อน
"อย่ากลัว ข้าไปเดี๋ยวนี้ อย่างช้าพรุ่งนี้ก็ถึง" เขาพูด
ปลายสายเร่งว่าอีกนาทีจะครบเวลา เมิ่งอู๋รีบพูดว่าข้ารอเจ้านะ แล้ววางสายอย่างเร่งรีบ
ผ่านไปหนึ่งนาทีแล้วหรือนี่? ฮั่วเซียวถือหูโทรศัพท์วางสาย เพิ่งรู้ตัวว่าเมื่อครู่เขาเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง
เขาทุบกำแพงหนึ่งที แล้วไปขอลาหยุดทันที
เมิ่งอู๋วางสาย เดินก้มหน้าออกมา จนกระทั่งถึงที่เปลี่ยว จึงเช็ดหน้า กลับมาเป็นคนซื่อ ๆ เงียบ ๆ เหมือนเดิม
ชนบทไม่มีโทรศัพท์ เพื่อโทรศัพท์ครั้งนี้ นางตั้งใจวิ่งเข้าตัวเมือง
รถโดยสารวันละสองเที่ยว รอบกลับต้องบ่ายแก่ ๆ พอดีช่วงเวลานี้เอาไปทำอย่างอื่น
ในยุคนี้ทุกอย่างต้องรวมหมู่ ถือเป็นของส่วนรวม ห้ามมีทรัพย์สินส่วนตัว แต่เมิ่งอู๋ที่อ่านบทแล้วรู้ว่าอีกสิบกว่าปีสถานการณ์จะดีขึ้น และในระหว่างนี้ เป็นจังหวะที่เธอจะสะสมกำลัง
เมิ่งอู๋ปลอมตัวไปตลาดมืด ไปอีกสองสามที่ ผ่านไปพักหนึ่งก็บ่ายแก่ ๆ
นางถือกระเป๋ากลับบ้าน
หมู่บ้านเสี่ยวเหอภายใต้สหกรณ์การผลิตหงเหอ
หัวหมู่บ้าน เมิ่งอู๋ลงจากเกวียนชาวบ้าน เดินกลับบ้าน ระหว่างทางมีคนทักทายมากมาย ส่วนใหญ่ถามว่าเข้าเมืองไปทำอะไร นางเพียงยิ้ม ผ่านไปอย่างคลุมเครือ
"เมิ่งอู๋ เจ้ายังมีหัวใจอยู่หรือ แม่ข้า ขาหักนอนขยับไม่ได้ เจ้ายังมีอารมณ์เข้าเมืองอีก" เดินมาเจอหลินเฉี่ยวเจิน ลูกสาวคนเล็กของตระกูลหลิน พอเห็นหน้าก็ยกมือชี้หน้าด่า "แม่ข้าเลี้ยงเจ้าดีขนาดไหน เรื่องอะไรก็คิดถึงเจ้า ถือว่าเจ้าเป็นลูกแท้ ๆ เจ้าทำแบบนี้ไม่รู้สึกผิดต่อนางบ้างหรือ?"
เมิ่งอู๋ใจเต้น นางรอให้ตระกูลหลินมาหาเรื่องอยู่พอดี ถ้าไม่เช่นนั้นชาวบ้านจะรู้ได้อย่างไรว่าตระกูลหลินทำอะไรไว้
"ยังไง พูดไม่ออกใช่ไหม เจ้ามันคนเนรคุณ!" หลินเฉี่ยวเจินหัวเราะเย็น คิดว่าจะต้องจับเมิ่งอู๋ให้ได้ ให้กลับไปดูแลแม่นาง
"เจ้าบอกว่านางคิดถึงข้าทุกเรื่อง เป็นเรื่องอะไรบ้าง เรื่องทำงานหรือ?" เมิ่งอู๋พูด "ตั้งแต่ก้าวเข้าบ้านเจ้า สามปีแล้ว ตื่นเช้ามาจัดบ้านกวาดพื้นหุงข้าว แล้วไปทำงานได้คะแนนสิบ กลับมาแล้วซักผ้าให้ทุกคนในบ้าน? สาวอายุสิบห้าสิบหก กางเกงในยังให้ข้าซักให้"
"เจ้าโกหก!" หลินเฉี่ยวเจินเป็นสาวยังไม่ได้แต่งงาน หน้ารีบแดงก่ำทันที
"พี่สะใภ้เจ้ากลัวเสียเปรียบ แม่เจ้าก็ไม่ยอมให้เจ้าทำ พ่อเจ้ากับพี่เจ้าไม่ต้องพูดถึง น้องชายเจ้าเกียจคร้าน ไม่ทำอะไรสักอย่าง บ้านใหญ่โตทั้งบ้าน ใช้ข้าคนเดียว" เมิ่งอู๋พูดต่อ "ข้าเนรคุณ? ข้าได้ยินแม่เจ้าพูดเอง ว่าให้ข้าอยู่ต่อ ทำงานหนัก ๆ สะสมทรัพย์ให้เจ้าเป็นสินสอด และไว้แต่งเมียให้น้องชายเจ้า"
"ถ้าข้าไม่ไป อีกหน่อยทั้งชีวิตนี้คงต้องถูกตระกูลเจ้าใช้งานเยี่ยงวัวควาย!" เมิ่งอู๋พูดแล้ว คนซื่อ ๆ ก็พลุ่งพล่าน จ้องหลินเฉี่ยวเจิน "ข้าซื่อ แต่ไม่โง่"
"บ้านเจ้าอยากหาใครเป็นแพะรับบาปก็ไปหาเถอะ อย่ามาหาข้า"
พูดจบเมิ่งอู๋ก็ก้มหน้าเดินจากไป
หลินเฉี่ยวเจินตะลึง ไม่คิดว่าคนซื่อ ๆ จะพูดแบบนี้ออกมา เกือบโป้งความลับของบ้านนางหมด พอตั้งสติได้ เมิ่งอู๋ก็เหลือแค่เงาหลัง
"เจ้า โกหกทั้งนั้น ไม่มีความจริงสักอย่าง! นางพูดมั่ว ๆ ทั้งหมด!" นางด่าไปสองสามคำ รีบอธิบายกับคนรอบข้างอย่างตื่นตระหนก
เหล่าป้า ๆ สาว ๆ มองตากัน ยิ้มรับสองสามประโยค หันหลังก็เล่าต่อทันที
หมู่บ้านเล็ก ๆ แค่นี้ ใครไม่รู้จักใคร เรื่องของตระกูลหลินใคร ๆ ก็รู้บ้าง พอได้ยินก็รู้ว่าจริงหรือเท็จ ต่างพากันนินทาลับหลัง
ชื่อเสียงตระกูลหลินพังทลายไปเกินครึ่งในทันที
หลินเฉี่ยวเจินรู้ว่าตัวเองทำผิด กลับไปเล่าให้ยายหลินฟัง ยายหลินด่าทันที เริ่มจากด่าเมิ่งอู๋ แล้วด่าเฉี่ยวเจิน ด่าว่านางไปยุ่งกับเมิ่งอู๋ทำไม
"คราวนี้ เมียของน้องชายเจ้า คงหายากแล้ว" สุดท้ายนางพูดอย่างโมโห
"น้องชาย น้องชาย เจ้ารู้จักแต่พูดถึงเขา" หลินเฉี่ยวเจินโกรธ "เจ้ารักเขาขนาดนั้น ก็ไม่เห็นเขามาดูแลเจ้าเลย นอนอยู่ตั้งครึ่งเดือน เขาออกไปข้างนอกทั้งวัน กลัวกลับมาจะต้องดูแลเจ้า"
ยายหลินรู้ดี แต่ก็ยังรักลูกชายอยู่ดี พึมพำ "เจ้าก็ไม่เห็นดูแลข้า"
และลูกสะใภ้คนโตคนนั้นอีก!
แต่ตอนนี้มีลูกสะใภ้คนหนึ่งอยู่ใกล้ตัว ยายหลินก็กลัวว่าถ้าไปโกรธเข้า จริง ๆ จะไม่ยอมดูแลนางอีก จึงอดกลั้นไม่พูด
หลินเฉี่ยวเจินได้ยินก็โกรธ พี่ชายพี่สะใภ้น้องชายไม่เกี่ยวข้อง แล้วทำไมต้องเป็นหน้าที่นาง
เลยทะเลาะกับยายหลินใหญ่อยู่พักหนึ่ง
ตระกูลหลินวุ่นวายเละเทะไปหมด
ฮั่วเซียวพูดแล้วก็ทำจริง บ่ายวันรุ่งขึ้นก็มาถึงหมู่บ้านเสี่ยวเหออย่างเต็มไปด้วยฝุ่น ถามทางจนเจอบ้านเมิ่งอู๋
