เจ้าตัวเล็กวิ่งไล่ตามไปอย่างรวดเร็ว พลางวิ่งพลางตะโกน จนสาวใช้ที่เดินอยู่ริมทางพากันหันกลับมามอง
แต่พ่อบ้านหลิวซึ่งได้รับคำสั่งมา กลับหัวแข็งดุจเหล็กกล้า
ภายในเรือนน้อยมีเสียงคำรามเกรี้ยวกราดของเจ้าตัวแสบดังขึ้นเป็นระยะ
“ห้ามยกตัวนี้ไป นี่คือเก้าอี้เอนตัวที่ข้าชอบที่สุด!”
“หมอนใบนี้ก็ไม่ได้! ถ้าเจ้าเอาไปแล้วข้าจะเอาอะไรหนุน!”
“รองเท้า! รองเท้าก็จะเอาไปด้วยหรือ! หรือพวกเจ้าคิดว่าข้าจนถึงขั้นต้องเอารองเท้าไปขายแล้ว!”
“พวกเจ้า...ไร้ยางอาย!”
เจ้าตัวแสบพยายามขัดขวางอย่างสุดกำลัง แต่กระโดดขึ้นไปก็ยังสูงไม่เท่าพวกเขา ส่วนต่อยตีก็ไม่รู้วิชาต่อสู้ ทำได้เพียงกระโดดโลดเต้นไปมาอย่างเปล่าประโยชน์
เมื่อสวี่หว่านเดินมาเรียกเขาไปกินอาหารค่ำ ก็เห็นว่าเจ้าตัวแสบตะโกนจนเสียงแหบพร่าแล้ว ทั้งร่างนั่งแผ่อยู่บนธรณีประตู ปากยังบ่นพึมพำไม่หยุด “พวกสารเลว...เห็นแก่หน้า...กินบนเรือนขี้บนหลังคา...เสียแรงที่คุณชายผู้นี้เคยดีกับพวกเจ้าถึงเพียงนั้น...”
มองเข้าไปข้างในอีกที ทั้งห้องถูกกวาดเรียบจนไม่เหลืออะไร ความขัดสนของห้องนั้นชวนให้คนตะลึง
สวี่หว่านเบิกตาขึ้นเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าพ่อบ้านหลิวจะลงมือเด็ดขาดถึงเพียงนี้ ทำตามที่นางบอกจริง ๆ ข้าวของมีค่าถูกขนไปจนหมด
“แม้แต่เสื้อผ้าก็จะเอาไปด้วยหรือ พวกเจ้าคิดจะบีบให้คุณชายผู้นี้ต้องแก้ผ้าออกจากเรือนหรืออย่างไร!!!”
จงจินเฉิงด่าจนเหนื่อยล้า ตอนนี้เขาหิวมาก อยากกินดื่มให้อิ่มหนำสักมื้อ
ในตอนนั้นเอง กลิ่นหอมก็ลอยมา เจ้าตัวแสบหันไปมอง เห็นชุยจือถือถาดอาหารมา บนนั้นวางน่องไก่ชิ้นโตสองชิ้นส่งกลิ่นหอมฉุย
เขากลืนน้ำลาย แล้วเหลือบมองไปด้านข้าง ก็เห็นใบหน้าไร้ความปรานีของสวี่หว่าน
หญิงร้ายกาจ ใบหน้างดงามเช่นนั้นช่างเสียของจริง ๆ
“คุณชายจินเฉิง ตะโกนจนเหนื่อยแล้วกระมัง กินอะไรสักหน่อยเถิด” สวี่หว่านพยักพเยิดไปทางด้านนอก เตือนว่า “ฟ้ามืดแล้ว ถึงเวลากินอาหารค่ำแล้ว”
