“พี่ฉู่อี้ ไม่อยู่เล่นต่ออีกสักสองสามวันหรือ?”
“หลายวันนี้ได้เล่นกับเจ้าและจี้เหยียนอย่างสนุกสนานยิ่ง ที่บ้านยังมีเรื่องให้ข้าจัดการ ต้องกลับไปโดยเร็ว รอข้าสอบเข้ารับราชการเสร็จแล้ว จะพาพวกเจ้าไปเที่ยวเมืองอู๋เฉิง”
ฉู่อี้กล่าวอย่างอ่อนโยน ตั้งใจจะลูบศีรษะสือเหยา ทว่ายื่นมือออกไปกลับถูกจี้เหยียนปัดทิ้ง
“ฮ่า ๆ ข้าไม่แตะต้องน้องเหยาเหยาแล้วก็ได้ พี่เหยียนอย่าได้ขุ่นเคือง”
หลายวันนี้ฉู่อี้อยู่กับจี้เหยียน จึงพอเข้าใจนิสัยอีกฝ่ายอยู่บ้าง สือเหยาคือจุดอ่อนของเขา แตะต้องหรือสัมผัสไม่ได้
แต่กล่าวตามตรง จี้เหยียนเป็นคนไม่เลว หากไม่เกี่ยวข้องกับสือเหยา เขาก็เป็นมิตรกับฉู่อี้อยู่ไม่น้อย
ในใจฉู่อี้นับถือจี้เหยียนอย่างยิ่ง จี้เหยียนเป็นคนที่ควรค่าแก่การติดตามอย่างแท้จริง ทั้งยังเข้าใจปณิธานของเขา
บางครั้งจี้เหยียนยังชี้แนะเขาอยู่บ้าง เรื่องที่เมื่อก่อนเขาคิดไม่ตก อีกฝ่ายเพียงกล่าวไม่กี่ประโยคก็ทำให้เขากระจ่างแจ้ง
“แล้วพบกันใหม่” เขากล่าวกับจี้เหยียน น้ำเสียงแฝงความเคารพอยู่เล็กน้อย
“แล้วพบกันใหม่” จี้เหยียนตอบเขาอย่างที่หาได้ยาก
สือเหยามองภาพอันกลมเกลียวตรงหน้าอย่างพึงพอใจยิ่ง
ความสัมพันธ์ระหว่างนายกับขุนนางประสานกันสำเร็จแล้ว
หากได้พบกันอีกครา บางทีจี้เหยียนอาจขึ้นครองบัลลังก์เป็นจักรพรรดิ ส่วนฉู่อี้ก็จะกลายเป็นขุนนางคนสำคัญที่ช่วยงานเขา
สือเหยาโบกมือลาฉู่อี้ มองรถม้าที่เขานั่งค่อย ๆ เคลื่อนห่างออกไป จนกระทั่งลับสายตา
จากกันครานี้ ไม่รู้ว่าจะได้พบกันอีกเมื่อใด สือเหยารู้สึกอาลัยอยู่บ้าง
