หมอหลวงที่มาครั้งนี้ฉินโยวโยวไม่เคยพบหน้า เขาจับชีพจรให้ฉินสวินอวี่นานกว่าทุกครั้ง
“ทูลฝ่าบาท อ๋องจ้านทรงได้รับพิษเข้าสู่เส้นลมปราณหัวใจ บัดนี้ถูกโอสถระงับไว้ชั่วคราว เพียงแต่…” หมอหลวงผู้นั้นชะงัก ดูเหมือนจะลำบากใจ
ฉินสวินอวี่ตรัสเรียบๆ ว่า “มีสิ่งใดก็พูดมา”
หมอหลวงผู้นั้นเหลือบมองจักรพรรดิฉินมู่แวบหนึ่ง เมื่อเห็นพระองค์พยักพระพักตร์จึงทูลว่า “เพียงแต่องค์ชายทรงเป็นดุจตะเกียงใกล้ดับที่เปลวไฟสว่างวาบสุดท้าย จึงมีสีพระพักตร์เปล่งปลั่งดั่งที่เป็นอยู่”
สิ้นเสียงหมอหลวง น้ำตาของซูม่อถังก็ร่วงหล่นตามลงมา
นั่นหมายความว่าฉินสวินอวี่สิ้นแรงราวกับตะเกียงหมดน้ำมัน เป็นเพียงแสงสว่างก่อนสิ้นดับ อยู่ได้อีกไม่นาน
ฉินโยวโยวเหมือนจะเข้าใจทั้งที่ไม่เข้าใจ เพียงแค่กอดฉินสวินอวี่แน่น
จักรพรรดิฉินมู่พระพักตร์เคร่งขรึมดุจผืนน้ำลึก มิอาจคาดเดาพระอารมณ์ได้ “มีโอสถใดรักษาหรือไม่”
หมอหลวงลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงทูลว่า “ตำราหลิงเฉ่าเตี่ยนบันทึกไว้ว่า มีบุปผาหายากนามว่าลั่วเสีย เป็นดอกไม้สามารถขจัดพิษร้ายในส่วนลึกได้ ด้วยสีสันดั่งแสงสนธยายามเย็นจึงได้ชื่อนี้
หากใช้ร่วมกับโสมหิมะพันปี นอกจากจะถอนพิษในกายองค์ชายแล้ว ยังฟื้นฟูร่างกายให้กลับคืนดังเดิม
เพียงแต่บุปผานี้เกิดบนยอดเขาหิมะสูงชัน หาได้ยากยิ่ง กระหม่อมพบเห็นเพียงในตำราเท่านั้น”
สีหน้าของผู้คนเปลี่ยนไปตามคำพูดของหมอหลวง โดยเฉพาะฉินโยวโยว เมื่อนางได้ยินว่าสิ่งของนี้ยากจะได้มา ก็ร้องไห้ด้วยความร้อนรน
“โยวโยวจะไปหาให้เสด็จพ่อ โยวโยวจะให้เสด็จพ่อกลับมายืนได้” นางร้องไห้สะอึกสะอื้น
[เมื่อถึงเวลา ข้าเสกดอกลั่วเสียออกมาสักดอกหนึ่ง เสด็จพ่อก็ไม่ต้องแสร้งอีก]
หัวคิ้วของฉินสวินอวี่กระตุกวาบ ในใจคิดว่าเจ้าเด็กนี่ต่างหากที่แสร้งเก่งจริงๆ
แต่เขายิ่งเคลือบแคลงในคำพูดของหมอหลวง หากมีสิ่งนี้จริง สำนักหมอหลวงตรวจดูให้เขาหลายครั้ง เหตุใดเพิ่งจะเอ่ยถึงในวันนี้
