เด็กน้อยส่ายศีรษะ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า “ไม่ดีนะ!”
สิ้นเสียงนาง สีหน้าเจี่ยเนี่ยนซีก็พลันหม่นลง ประการหนึ่งคือโกรธ อีกประการคือไม่มั่นใจ
“เจ้าจะเข้าข้างไพร่ต่ำช้านี่หรือ?”
เจี่ยเนี่ยนซีครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวถ้อยคำที่นางคิดว่าเป็นประโยชน์
ต่อให้ผลงานของสวีเจ๋อจะดีเลิศ ทว่าในกั๋วจื่อเจียนก็ยังไม่มีผู้ใดยอมรับเขา เหตุเพราะชาติกำเนิดของเขานั่นเอง
หากฉินโยวโยวเข้าข้างสวีเจ๋อ ก็เป็นไปได้อย่างยิ่งที่สกุลใหญ่จะรังเกียจนาง
ต่อให้เจ้าเป็นองค์หญิงซีเฉิน ก็อาจถูกโดดเดี่ยวได้
ยั่วโทสะเจ้าไม่ได้ แต่ไม่สนใจเจ้าก็ได้
เมื่อได้ยินวาจานี้ ลั่วเฟิงและสวีเจ๋อก็ตึงเครียดขึ้นมาพร้อมกัน
แม้ทั้งคู่จะมาจากต่างชนชั้น แต่ก็ล้วนเข้าใจความหมายของถ้อยคำนี้
ทว่าฉินโยวโยวกลับยื่นนิ้วชี้โบกไปมา “คำพูดของเจ้าไม่ถูกต้องนะ!”
เวลานี้เจี่ยเนี่ยนซีได้ยินวาจาฉินโยวโยว ก็รู้สึกปวดมวนในท้องขึ้นมา
“ประการแรก เมื่อทุกคนก้าวเข้ามาในกั๋วจื่อเจียน ก็หมายความว่าทุกผู้คนเหมือนกัน เสมอภาคกัน”
ฉินโยวโยวกวาดตามองผู้คนตรงหน้าอย่างสงบเยือกเย็น นางคือเทพ มุมมองของเทพเห็นคือความเสมอภาคของสรรพชีวีต ความรักอันไพศาลไร้พรมแดน
“ความขัดแย้งนอกกำแพงนี้ ไม่ควรถูกนำเข้ามาในกั๋วจื่อเจียน”
ถ้อยคำของนาง มีผู้ไม่เห็นด้วยในทันที
“องค์หญิงซีเฉิน ข้าน้อยผางอวิ๋น ด้วยความเคารพ ขอไม่เห็นด้วยกับคำพูดของท่าน” ชายหนุ่มผู้หนึ่งสวมชุดคลุมยาวลายเมฆสีไหมเนื้อดี คำนับมือแล้วกล่าว
“คนเราแต่เกิดก็ย่อมมีชนชั้นสูงต่ำ หากเสมอภาคจริง เช่นนั้นพวกเราจักต้องนุ่งห่มผ้าหยาบอย่างไพร่หรือ? ต้องคิดคำนวณอย่างพ่อค้าหรือ?” เขาหยุดไปเล็กน้อย แล้วคล้ายนึกสิ่งใดได้ สายตาที่มองฉินโยวโยวยิ่งแน่วแน่ขึ้นหลายส่วน
“กล่าวถึงความขัดแย้งอีก หากเป็นดังที่ท่านว่า ไม่มีนำเข้ามา เหตุใดชิงเยียนถังของพวกท่านจึงไม่สงบสุขมาโดยตลอดเล่า?”
เมื่อผางอวิ๋นกล่าวจบ ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เริ่มสนใจเหตุการณ์อยู่ก่อนแล้วก็พากันผงกศีรษะเห็นคล้อยตาม
เจี่ยเนี่ยนซีตื่นเต้นจนโหนกแก้มแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย แม้ถ้อยคำนี้มิใช่ที่นางกล่าว ทว่ายามนี้นางใคร่จะบอกว่า “ข้าก็เห็นด้วย!”
