ตำหนักบูรพา หมอหลวงกว่าสิบนางยืนตระหนกอยู่ภายในตำหนัก
ทุกคนก้มหน้ากลั้นลมหายใจ ไม่กล้ามองใบหน้าขององค์รัชทายาทที่ไม่อาจระบุเค้าโครงเดิมได้อีก
หัวหน้าหมอหลวงจางเหวินกำลังทายาให้องค์รัชทายาทตามลำพัง กลิ่นหอมอ่อนของยามิได้ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดหรือความอัปยศที่ถูกทำร้ายแม้แต่น้อย
ไม่ต้องพูดถึงห้องลับที่ถูกขนจนเกลี้ยง นั่นเป็นของล้ำค่าที่เขาสะสมมาหลายปี
ตั้งแต่เห็นสภาพห้องลับว่างเปล่า องค์รัชทายาทก็รู้สึกราวกับร่างแหลกสลาย
เขาพยายามเบิกตาให้กว้างที่สุดหมายจะเห็นคนที่อยู่ไม่ไกลให้ชัด ทว่าเห็นเพียงเงาเลือนราง
"โหรหลวง ท่านลองช่วยหาไอ้คนชั่วที่ก่อเรื่องให้ข้า และนำของล้ำค่าของข้ากลับคืนมาหน่อยได้หรือไม่!"
องค์รัชทายาทพูดไม่ชัดเพราะใบหน้าบวมเป่ง ทว่าฟังออกว่าเขากำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
โหรหลวงหัวเราะเสียงหนึ่ง แล้วหันไปมองจักรพรรดิฉินมู่ เขาสวมหน้ากาก ทำให้แยกอารมณ์ไม่ออก แต่มุมปากที่โค้งขึ้นกลับแฝงด้วยถ้อยเย้ยหยันอันเย็นชา
จักรพรรดิฉินมู่รีบเอ่ยขึ้น ตำหนิว่า "เหลวไหล! เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องไปรบกวนโหรหลวงเลย!"
จากนั้นทรงหยุดไปครู่หนึ่ง จึงหันมากล่าวต่อ "โหรหลวง ของล้ำค่าเหล่านั้นล้วนทรงคุณค่า ไม่ทราบว่าจะช่วยตามกลับคืนมาได้หรือไม่?"
"ข้าจำเป็นต้องไปดูที่เกิดเหตุ"
น้ำเสียงของโหรหลวงเย็นชา ยังเจือด้วยความอ่อนล้าภายหลังฟื้นจากอาการป่วย
องค์รัชทายาทหลังจากถูกจักรพรรดิฉินมู่ตำหนิก็กรุ่นโกรธนัก พอได้ยินว่าโหรหลวงยินดีช่วยตามหาของล้ำค่าที่หายไป ก็กลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที รีบส่งสัญญาณให้จี้ฝูจง ขันทีคนสนิทพาเขาไป
โหรหลวงย่างเข้าห้องหนังสือก็หลับตารับรู้อาการอยู่เนิ่นนานจึงลืมตาขึ้น แววตาฉายแววประหลาด เอ่ยกับจี้ฝูจงเรียบๆว่า "นำทาง"
เมื่อเขาเห็นว่าทางเข้าห้องลับถูกจัดไว้ใต้โต๊ะเขียนหนังสือ ก็ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง
พลันรู้สึกขำขัน องค์รัชทายาทแม้จะโง่เขลา แต่กลับเป็นผู้หวงทรัพย์ยิ่ง
หากอีกฝ่ายมิใช่มีฝีมือเหนือชั้นกว่า ก็ยากนักที่จะลักพาของไปได้
พอลงไปถึงห้องลับ แสงไฟสลัวสีเหลืองส่องกระทบกำแพงเป็นเงาวูบไหว
ยิ่งขับให้ห้องลับที่ว่างเปล่านี้ยิ่งอ้างว้างผิดปกติ
