อู๋ชิงเหยาเอียงคอเล็กน้อยแล้วถามว่า “มีธุระอะไรหรือเปล่า?”
เสิ่นจั๋วสืออ้าปาก แต่พอคำพูดมาถึงริมฝีปากกลับกลืนลงคอไปเสียก่อน สุดท้ายเขาส่ายหน้าให้เธอ บอกเป็นนัยว่าไม่มีอะไร
เจียงมู่ที่อยู่ข้างกายสะกิดแขนเธอ
อู๋ชิงเหยาจึงไม่ได้ซักต่อ หันกลับไปถามว่า “มีอะไรเหรอ?”
เจียงมู่เหลือบมองโทรศัพท์ใต้โต๊ะแล้วกระซิบว่า “มีคนเห็นเสิ่นจั๋วสือพาผู้หญิงคนหนึ่งไปเดินเล่นกับหมาเมื่อวาน บอกว่าเขาเอาแต่จ้องผู้หญิงคนนั้นไม่วางตาเลย”
“ในช่องแสดงความคิดเห็นต่างก็เดากันว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร!”
อู๋ชิงเหยาฟังแล้วรู้สึกคุ้นหูกับเรื่องนี้อยู่บ้าง “เดาออกหรือยังว่าเป็นใคร?”
“ยังหรอก คนนั้นเห็นแค่แผ่นหลัง แต่บอกว่าดูจากแผ่นหลังก็รู้แล้วว่าสวยมาก”
เจียงมู่จมดิ่งอยู่ในช่องแสดงความคิดเห็นจนถอนตัวไม่ขึ้น “แม่เจ้าเอ๊ย!”
“ดอกไม้สูงส่งบนยอดเขาน้ำแข็งกำลังจะร่วงจากแท่นบูชาแล้วหรือเนี่ย!”
อู๋ชิงเหยา “……”
เธอไม่รู้ว่าดอกไม้สูงส่งบนยอดเขาน้ำแข็งจะร่วงจากแท่นบูชาหรือเปล่า แต่รู้แค่ว่าตัวเองอายุมากจนแทบจะขาดอากาศหายใจแล้ว
เจียงมู่ไม่ทันสังเกตสีหน้ากระอักกระอ่วนของเธอ เอาแต่พูดต่อว่า “รู้ไหม ได้ยินว่าเสิ่นจั๋วสือยังไม่เคยมีแฟนเลยนะ ผู้หญิงสวย ๆ ในมหาวิทยาลัยตั้งเท่าไหร่ตามจีบเขา แต่เขาก็ไม่หวั่นไหวสักนิด”
อู๋ชิงเหยาถอนหายใจ “ชาติที่แล้วฉันอายุ 27 แล้วยังไม่มีแฟนเลย ทำไมไม่มีใครเอาเรื่องนี้ไปคุยโม้บ้างนะ”
เจียงมู่ฟังไม่ชัด “อะไรนะ?”
อู๋ชิงเหยา “ไม่มีอะไร”
เจียงมู่พึมพำต่อ “ฉันอยากรู้จริง ๆ ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร จำได้ว่าหมาพันธุ์โกลเดนรีทรีฟเวอร์ตัวนั้นเป็นแก้วตาดวงใจของเสิ่นจั๋วสือเลยนี่นา”
อู๋ชิงเหยาไม่กล้าอยากรู้สักนิด ได้แต่หวังว่าคราวนี้คนที่ตกเป็นประเด็นซุบซิบจะไม่ใช่เธอ
หลังจากถูกลงโทษไปครั้งหนึ่งเมื่อวาน
เธอก็เข้าใจแล้วว่า ตราบใดที่ยังเดินเรื่องตามบทไม่จบ เธอก็จะตกอยู่ในกำมือคนอื่นตลอดไป
