โจวหลิงเพิ่งพูดจบ โจวเชาก็ยื่นมือฉับไวราวสายฟ้า บีบแก้มเธอไว้ “จะไปอะไรของเธอ”
โจวหลิงปัดมือโจวเชาออก “แน่นอนว่าฉันไป พี่มีงานทำอยู่แล้ว”
“งานนั่นพ่อทิ้งไว้ให้พวกเรา ไม่ได้ทิ้งไว้ให้พี่คนเดียว”
“เธอเป็นผู้หญิง หน้าตาก็สวยขนาดนี้ ถ้าไปชนบท ไม่ถึงเดือนคงโดนเขมือบจนเกลี้ยง”
“ถึงอย่างนั้นคนที่ควรไปก็คือฉัน พี่อยู่ในเมือง มีงานทำแล้วถึงจะหาภรรยาได้ง่าย” โจวหลิงพูดอย่างดื้อดึง แม้ในส่วนลึกของดวงตาจะมีแววหวาดหวั่น แต่ก็ไม่คิดถอยแม้แต่น้อย
หวังเสี่ยวหลานเห็นพี่น้องต่างคิดถึงอีกฝ่าย ต่างแย่งกันไปชนบท ก็ทั้งปลื้มใจและปวดใจ
เธอไม่ได้มีความคิดชายเป็นใหญ่หรือรักลูกชายมากกว่าลูกสาว ลูกทุกคนล้วนเป็นดั่งเนื้อในอก หัวใจเธอจึงกระหน่ำดิ้นรนอย่างหนัก ชั่วขณะนั้นไม่รู้เลยว่าควรทำอย่างไรดี
“พอแล้ว” โจวเชาลุกขึ้น น้ำเสียงดังขึ้นเล็กน้อย “ตอนนี้พี่เป็นผู้ชายคนเดียวในบ้าน เรื่องนี้ฟังพี่ พี่จะไปชนบท ตกลงตามนี้”
“พี่...” ดวงตาโจวหลิงแดงก่ำ มีม่านน้ำคลออยู่ในแววตา เต็มไปด้วยความเป็นห่วง ปะปนกับความซาบซึ้งที่ยากจะบรรยาย
โจวเชาลูบศีรษะโจวหลิงแล้วบอกว่า “รีบกินข้าว กินเสร็จแล้วเราไปจัดการเรื่องเอกสารงานกัน”
คราวนี้โจวหลิงไม่ได้ต่อว่าโจวเชาที่ลูบหัวเธอ เพียงพยักหน้าอย่างว่าง่าย
โจวเชากินเสร็จอย่างรวดเร็วแล้วกลับเข้าห้อง ก่อนจะเข้าไปในมิติอีกครั้ง เขาคิดว่าคงมีกลิ่นเหม็นของน้ำมูลสัตว์จากเมื่อวาน จึงสูดจมูกฟุดฟิด แต่กลับไม่มีกลิ่นเลย
หวังฟู่กุ้ยที่อยู่ในมิติมาตลอดทั้งคืนเห็นโจวเชาปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน ก็หน้าซีดสลับเขียวด้วยความตกใจ
ร่างเขาสั่นระริก เสียงสั่นเครือ “คะ...คุณเป็นคนหรือผีกันแน่” หลังตื่นขึ้นมา เขาเดินวนรอบมิตินี้ไปหนึ่งรอบแล้วพบว่ามันปิดตาย ไม่มีทางออกไปได้เลย เขารู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ควรมีอยู่บนโลกใบนี้
