โจวเชาแค่บาดเจ็บที่ผิวหนัง ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล หลังพันแผลเสร็จ ทั้งสามคนก็ออกจากสถานีอนามัยแล้วเดินกลับบ้าน
ตอนนั้นเป็นเวลาเลิกงานช่วงบ่ายพอดี บนถนนลาดยางมีเสียงกระดิ่งดังไม่ขาดสาย คนที่เลิกงานขี่จักรยานคานสูงสวนผ่านไปมา
ขณะเดินผ่านหน้าคณะกรรมการปฏิวัติ ชายคนหนึ่งที่ขี่จักรยานคานสูงก็ผ่านทั้งสามคนไป
ตอนเหลือบมองคนผู้นั้นจากหางตา โจวเชากลับรู้สึกคุ้นหน้าอย่างประหลาด ไม่นานความทรงจำก็ช่วยให้เขานึกออกว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
ฝีเท้าของโจวเชาชะงักกึก เขายืนนิ่งอยู่กับที่ รอยยิ้มบนใบหน้าพลันเลือนหาย แววสังหารวาบผ่านดวงตา ก่อนจะถูกเขากดเก็บไว้อย่างจงใจ
“เป็นอะไรไปพี่ ยังเจ็บตรงไหนอีกหรือเปล่า” โจวหลิงถามอย่างเป็นห่วง
โจวเชายิ้มบาง ๆ ยกมือขึ้นลูบศีรษะเธอ “พี่ไม่เป็นไร ไม่เจ็บแล้ว” พูดจบก็หยิกแก้มเนียนนุ่มของเธอเบา ๆ
“โธ่เอ๊ย บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าหยิกแก้มหนูอีก” โจวหลิงปัดมือโจวเชาออกทันที พลางยู่ปากพูด
โจวเชาหยิกแก้มเธออีกครั้ง “เอาละ รู้แล้ว”
โจวหลิงกระทืบเท้า เดินไปยืนข้างหวังเสี่ยวหลานแล้วเขย่าแขนอีกฝ่าย น้ำเสียงอ่อนหวานเจือความน้อยใจ “แม่ ดูพี่สิ เอาแต่แกล้งหนูอยู่ได้”
“เอาละ อาเชา ทำไมถึงชอบหยิกแก้มน้องอยู่เรื่อย”
เมื่อได้ยินหวังเสี่ยวหลานช่วยพูดให้ โจวหลิงก็ยิ้มออกมาทันที ดวงตาเรียวคล้ายผลซิ่งเป็นประกายระยิบระยับ
เธอกัดริมฝีปากล่างเบา ๆ กำหมัดเล็ก ๆ ชูขึ้นข่มขู่โจวเช้าอย่างท้าทาย
ทั้งสามคนหัวเราะหยอกล้อกันมาตลอดทางจนกลับถึงบ้าน
มื้อเย็นเป็นหมั่นโถวแป้งข้าวโพดกินกับแกงผักกาดขาว โจวเชาไม่ได้กินธัญพืชหยาบแบบนี้มาหลายปีแล้ว พอกัดหมั่นโถวเข้าไปก็รู้สึกถึงเม็ดหยาบ ๆ เศษข้าวโพดแข็งกระด้างเสียดสีกับด้านในปากราวกับเม็ดทราย เหมือนจะขูดจนเลือดออก
เคี้ยวอย่างไรก็ไม่ได้นุ่มละมุนละเอียดเหมือนข้าวสวยหรืออาหารที่ทำจากแป้งสาลี
เขาคิดว่าเลิกเคี้ยวแล้วกลืนลงไปดีกว่า แต่กลับติดอยู่ตรงลำคอ รู้สึกอึดอัดแน่นคอและแน่นหน้าอก ไอไม่หยุดจนสำลักน้ำตาไหล รีบดื่มแกงผักเข้าไปคำหนึ่งถึงค่อยดีขึ้น
หวังเสี่ยวหลานกับน้องสาวไม่ได้เป็นเหมือนเขา กลับกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
โจวเชาฝืนตัวเองกินหมั่นโถวเข้าไปสองลูก มื้อเย็นนี้เหมือนกินให้เสร็จตามหน้าที่ รสชาติชืดชาจนเหมือนเคี้ยวขี้ผึ้ง ไม่มีความอิ่มเอมจากการลิ้มรสอาหารอร่อยแบบในยุคหลังเลย
เขารู้ดีว่าประเทศจีนในปี 1970 ยังอยู่ในช่วงข้าวของขาดแคลนและควบคุมการซื้อขายด้วยคูปอง ผู้คนกินธัญพืชหยาบเป็นหลัก ส่วนเนื้อสัตว์นั้นหายาก
ชนบทในพื้นที่ยากจนบางแห่งยังขาดแคลนธัญพืช หากเจอปีที่ผลผลิตไม่ดี หลังส่งธัญพืชให้ส่วนกลางและทำตามโควตาจัดซื้อของรัฐแล้ว ส่วนแบ่งที่เหลือถึงมือชาวบ้านก็ยิ่งน้อยลง การกินไม่อิ่มเป็นเรื่องปกติ ถึงขั้นมีคนอดตายอยู่บ้าง
เพราะอย่างนั้น เมื่อเทียบกับชนบทแล้ว ชีวิตในเมืองจึงดีกว่ามาก อย่างน้อยก็ไม่ขาดแคลนอาหาร
นี่เป็นเหตุผลที่โจวต้าฉุยพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้โควตางานในโรงงานเหล็ก
เมื่อได้กลับมาใช้ชีวิตอีกครั้ง งั้นก็เริ่มจากปรับปรุงอาหารการกินของครอบครัวก่อนแล้วกัน
โจวเชานอนคิดอยู่บนเตียงไม้กระดานที่ใช้ก้อนอิฐหนุนไว้ ก่อนจะวูบเข้าไปในมิติ
เขามองพื้นดินสีเหลืองใต้เท้า พลางคิดหาทางหาเมล็ดพันธุ์มาลองปลูกดูว่าปลูกในมิตินี้จะโตเร็วกว่าข้างนอกหรือไม่ ชาติก่อนตอนอ่านนิยาย มิติของพวกคนข้ามภพมักมีความสามารถเร่งเวลาให้พืชผลเติบโต
ไม่รู้ว่ามิติของเขามีหรือเปล่า
“ระบบ มิตินี้เร่งเวลาได้ไหม”
ระบบ “……”
“พูดสิ”
โจวเชา “?”
ชวนให้พูดไม่ออกจริง ๆ เขาหันไปดูบ่อน้ำพุวิญญาณ คาดว่ามีน้ำอยู่แค่ราว 4 กระบวย อัตราการไหลช้าเกินไปแล้ว ตั้งแต่เที่ยงจนถึงค่ำผ่านไปตั้ง 8 ชั่วโมง ยังได้แค่นี้เอง
ในคำอธิบายของระบบบอกว่าน้ำพุวิญญาณช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงและฟื้นฟูพลัง เขาจึงใช้มือรองน้ำขึ้นมานิดหนึ่งแล้วดื่ม
ทันทีที่น้ำพุวิญญาณไหลลงคอ ความสดชื่นสายหนึ่งก็แผ่ซ่านไปทั่วร่าง เย็นฉ่ำซาบซ่า แล้วสิ่งสกปรกปริมาณเล็กน้อยก็ถูกขับออกจากร่างกายอีกครั้ง
ความเจ็บปวดตรงที่ถูกโจวเจี้ยนทำร้ายหายไป ผ้าพันแผลบนศีรษะที่เคยรัดแน่นก็คลายลงในพริบตา เขายกมือคลำศีรษะ พบว่าส่วนที่บวมโนก็หายไปแล้ว เพื่อไม่ให้ใครสงสัย เขาจึงพันผ้ากลับเข้าไปใหม่
มหัศจรรย์ขนาดนี้เชียวหรือ
น้ำพุวิญญาณนี่เป็นของล้ำค่าจริง ๆ น่าเสียดายที่มีอยู่แค่นิดเดียว จะหาวิธีเพิ่มปริมาณได้อย่างไรกันนะ
ระบบชื่อระบบสาวงามพิทักษ์ชาติ
เป็นอย่างที่เขาคิดหรือเปล่า
ถ้าอย่างนั้นเขาต้องหาสาวผิวขาว หน้าตาสวย รูปร่างสูงโปร่ง สัดส่วนสมส่วน น้ำเสียงไพเราะ…
ความคิดของโจวเชาพลุ่งพล่านขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว น้ำลายใสแจ๋วสายหนึ่งค่อย ๆ ไหลจากมุมปากลงมาถึงคาง
“กริ๊ง—กริ๊ง” เสียงนาฬิกาแขวนกลไกในห้องโถงดังขึ้น ขัดจังหวะจินตนาการของโจวเชา—ไม่สิ ต้องเรียกว่าความใฝ่ฝัน
เขายกมือเช็ดมุมปาก สวมเสื้อผ้า แล้วหยิบผ้าสีดำมาพันใบหน้า เหลือไว้เพียงดวงตากลมดำสองข้าง จากนั้นก็เดินออกจากบ้าน กลืนหายไปในความมืด
ตอนนี้เป็นเวลา 5 ทุ่ม ทุกบ้านดับไฟเข้านอนกันหมดแล้ว ภายนอกมืดสนิท มีเพียงคนที่รับหน้าที่ลาดตระเวนตรงปากถนนไกล ๆ เท่านั้นที่ส่องไฟฉายเป็นครั้งคราว
โจวเชาที่มีร่างกายแข็งแกร่งขึ้น 3 เท่าหลบเลี่ยงคนลาดตระเวนกับคนเข้าเวรได้อย่างง่ายดาย
ไม่นานโจวเชาก็มาถึงถนนสายหนึ่งด้านหลังถนนใหญ่ตงหัวเหมิน
สภาพแวดล้อมแถบนี้ต่างจากเรือนพักรวมหลังใหญ่ที่บ้านโจวเชาอยู่ลิบลับ บ้านเรือนประกอบด้วยเรือนสี่ประสานอยู่ไม่กี่หลังและบ้านเดี่ยวอีกจำนวนหนึ่ง
ในอากาศไม่มีทั้งกลิ่นควันถ่านหินฉุนจมูก และกลิ่นปัสสาวะที่คละคลุ้งไม่จางหาย
คนที่อยู่แถบนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้มีอำนาจอยู่บ้าง เช่น รองผู้อำนวยการของหน่วยงานต่าง ๆ ในย่านขึ้นไป พวกเขาใช้แก๊สหุงต้มทำอาหาร และมีส้วมเล็ก ๆ แยกอยู่ในลานบ้าน
เขาเดินผ่านเรือนแต่ละหลัง ด้วยประสาทการได้ยินที่เพิ่มขึ้น 3 เท่า เขาได้ยินเสียงกรนของคนที่กำลังหลับ แต่ไม่ได้ยินเสียงพูดคุยระหว่างสามีภรรยา ยามดึกทุกคนต่างหลับลึกกันหมดแล้ว
ไม่ต้องพูดถึงว่ามีใครนอนไม่หลับหรือเปล่า ยุคนี้ยังไม่มีคำเรียกแบบนั้นด้วยซ้ำ ผู้คนวุ่นวายทำงานทั้งวันเพื่ออาหารเพียงมื้อเดียว เวลานอนยังไม่พอเสียด้วยซ้ำ
ยามคนเรากินไม่อิ่ม กลับมีเรื่องให้กังวลน้อยที่สุด
เมื่อไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องอีกต่อไป ความคิดสารพัด ความโลภ และความปรารถนาก็ค่อย ๆ ผุดขึ้นมา
คนโบราณจึงมีคำกล่าวว่า “อิ่มกายอบอุ่นกายแล้วคิดใฝ่กาม”
แม้แต่สำนักเต๋าที่เชี่ยวชาญการบำรุงสุขภาพที่สุดยังกล่าวว่า “ควรกินให้อิ่มเพียง 7 ส่วน”
(ขอเตือนผู้อ่านทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ว่า อย่ากินจนอิ่มเกินไป ควรเหลือความหิวไว้สัก 3 ส่วน จึงจะเป็นหนทางดูแลสุขภาพ)
เพราะฉะนั้น หากมีใครนอนไม่หลับในยุคนี้ คนผู้นั้นต้องทำเรื่องไม่ดีจนจิตใจไม่สงบ หรือไม่ก็กินอิ่มแล้ว
โจวเชามาที่นี่ก็เพื่อหาคนที่กินอิ่มแล้วคนหนึ่ง
เขาหยุดอยู่หน้าลานบ้านหลังหนึ่ง รอบด้านเงียบสนิท มีเพียงเสียงผ้าห่มเสียดสีกันแผ่วเบาจากคนที่พลิกตัวไปมาในห้องนอนภายในบ้าน
เขากลั้นหายใจ ย่อตัวลงเล็กน้อย ออกแรงที่เท้าแล้วกระโดดเบา ๆ มือคว้ากำแพงลานบ้านไว้ จากนั้นก็ออกแรงแขนพลิกตัวขึ้นไปบนกำแพง
เมื่อเห็นว่าพื้นด้านล่างไม่มีทราย กิ่งไม้แห้ง หรือใบไม้ร่วง เขาก็ใช้สองมือจับขอบกำแพง ห้อยตัวลงมา ก่อนปล่อยเท้าแตะพื้น ปล่อยเข่าทั้งสองงอลงตามแรงเพื่อผ่อนแรงกระแทก ลงพื้นอย่างไร้เสียง
มุมปากโจวเชากระตุก เขาคิดในใจว่า
เฮ้! ดูท่าข้าจะมีพรสวรรค์ด้านนี้เหมือนกันแฮะ
