เสียงด่าทอระลอกแล้วระลอกเล่าดังขึ้นไม่ขาดสาย ใบหน้าเฝิงเสี่ยวหู่ซีดเผือด เขาคลานหนีออกไปอย่างทุลักทุเล
ซุนเหยาหยาฉวยจังหวะชุลมุน ดึงเจียงหว่านอี๋เข้าไปหา ก่อนเตะเขาไปหนึ่งที
เฝิงเสี่ยวหู่ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด ตกใจจนรองเท้าหลุดไปข้างหนึ่งก็ยังไม่กล้าหันกลับไปเก็บ
หลี่เว่ยกั๋วถลึงตามองเฝิงเสี่ยวหู่ด้วยใบหน้าบึ้งตึง ก่อนจะฮึดฮัดเสียงหนักแล้วสะบัดมือพาคนออกไป เจ้าหน้าที่ประจำทีมทั้งสามคนก็เดินตามออกไปอย่างกระอักกระอ่วน
เสียงด่าทอด้านนอกประตูบ้านยังดังต่อเนื่อง แต่โจวเชากลับหันหลังเดินเข้าไปในบ้านตระกูลเสิ่นแล้ว
ข้าวของภายในบ้านกระจัดกระจาย เสื้อผ้ากองเกลื่อนพื้น ชามกับตะเกียบแตกอยู่บนพื้น
เขาก้มลงเก็บเสื้อผ้าขึ้นมาชิ้นหนึ่ง สะบัดฝุ่นออกแล้วพาดไว้บนพนักเก้าอี้
หญิงสาววัยเยาว์จากห้องข้าง ๆ เดินตามเข้ามาเช่นกัน นางช่วยเก็บข้าวของบนพื้นอยู่ไม่ไกลจากโจวเชา
กลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ ลอยเข้าจมูกโจวเชา เขาขมวดคิ้วน้อย ๆ แล้วเงยหน้าสบตาหญิงสาว
หญิงสาวผงกศีรษะเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มละมุน โจวเชาก็พยักหน้าตอบเล็กน้อย
เสิ่นเจิ้นปังพยายามดิ้นรนจะลุกขึ้น ขอบตาแดงก่ำ “อาเชา ขอโทษด้วย...”
โจวเชาโบกมือขัด “คนไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว”
อู๋กุ้ยอิงเช็ดน้ำตา สะอึกสะอื้นเอ่ยว่า “ลำบากเธอแล้ว”
โจวเชาไม่ได้รับคำ เพียงย่อตัวลงช่วยรวบเครื่องนอนบนพื้น
เขาขยับมืออย่างเชื่องช้า ทว่าข้อนิ้วกลับกำแน่นจนซีดขาว
เมื่อมองข้าวของที่กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น ภาพในอดีตพลันผุดขึ้นมาในความพร่าเลือน วันที่คนตระกูลเสิ่นถูกส่งมาอยู่หมู่บ้านชิงซาน
กว่าจะจัดหาข้าวของแต่ละชิ้นมาไว้ที่นี่ พวกเขาต้องวิ่งวุ่นไปทั่วและทุ่มเทแรงกายแรงใจ อาศัยความประหยัดอดออม ค่อย ๆ ซื้อหามาทีละอย่าง
หัวใจพลันปวดแปลบ “คืนนี้ผมจะเอาของมาให้พวกคุณอีกหน่อย” พูดจบก็หันหลังเดินออกไป
