ทุกคนนั่งล้อมเตียงเตาผิงเล่นไพ่นกกระจอก เสียงไพ่กระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง เวลาค่อย ๆ ผ่านไปโดยไม่มีใครรู้ตัว
พริบตาเดียวก็เลยเที่ยงวันไปแล้ว เสียงเคาะประตูดังมาจากข้างนอก ชาวบ้านมาหาโจวเชาให้ช่วยตรวจรักษา
พวกผู้หญิงจึงเก็บไพ่นกกระจอกอย่างอาลัยอาวรณ์ ก่อนหันไปเตรียมมื้อกลางวัน
โจวเชาก้าวออกจากลานบ้าน ตั้งใจจะไปดูที่ห้องพยาบาล
ให้ตายเถอะ ใต้ชายคาห้องพยาบาลมีคนยืนเบียดเสียดกันเต็มไปหมด
ดูท่าว่าช่วงวันทำงานในไร่นา คนบางคนมีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยก็ยังฝืนทน พอวันนี้ได้หยุด เลยพากันมาหาหมอหมด
โจวเชาผลักประตูห้องพยาบาลเข้าไป นั่งลงตรวจอาการและรักษาชาวบ้าน
ยุ่งอยู่กว่าหนึ่งชั่วโมง เขาจึงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ยืดเส้นยืดสายยาว ๆ
“เฮ้อ...”
โจวเชาพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา แล้วกลับเข้าบ้านไปกินข้าว
เสียงเครื่องยนต์คำรามครืน ๆ ดังมาจากทางเข้าหมู่บ้าน
โจวเชาเดินออกไปข้างนอก เห็นรถจี๊ปคันหนึ่งกำลังแล่นตรงมาทางนี้
รถจอดกลางทาง หลังถามชาวบ้านที่ผ่านไปมาเพื่อให้รู้เส้นทางแล้ว ก็ขับตรงมายังลานบ้านของเขา
โจวเชาพอเดาได้ลาง ๆ ว่าคนที่มาคือใคร จึงยืนรออยู่ที่เดิม
รถจอดสนิท ชายหญิงคู่หนึ่งลงมาจากรถ
ฝ่ายชายคือหวังเจี้ยนหัว
ส่วนหญิงสาวนั้น โจวเชาไม่เคยพบมาก่อน
ท่วงท่าของเธอคล่องแคล่ว ฝีเท้ากระฉับกระเฉง ผมเปียสองข้างมวยเก็บไว้ด้านหลัง ผูกด้วยเชือกดอกไม้สีเรียบ ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายสดชื่นและทะมัดทะแมง
ใบหน้าของเธอแต่งแต้มเพียงบางเบา คิ้วตาสะอาดตา สีหน้าเรียบเฉย แฝงความห่างเหินอยู่จาง ๆ
หวังเจี้ยนหัวมองโจวเชา ก่อนก้าวเข้ามาทักทายก่อน “คุณคือโจวเชาสินะ ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตผมไว้”
