เมิ่งเซิงรู้สึกประหลาดใจ สายฝนโปรยปรายลงบนกระจกรถจนบดบังทัศนวิสัยของเธอเลือนราง แต่ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาของเพย์ซุยกลับประทับอยู่ในสายตาเธออย่างชัดเจน
ไม่พร่าเลือนแม้แต่น้อย
แม้ในวันที่ฝนตกเช่นนี้ เขาก็ไม่ดูหม่นหมองลงแม้แต่นิด ราวกับรอบตัวเขามีแสงสว่างส่องให้เขาอยู่เสมอ
เพย์ซุยงอนิ้วเคาะกระจกรถสองครั้ง เป็นสัญญาณให้เธอลงจากรถ
เมิ่งเซิงได้สติ เปิดไฟฉุกเฉินของรถ แล้วผลักประตูลงไป
ในรถของเธอไม่มีร่ม จึงยกมือขึ้นเตรียมบังฝน แต่ยังไม่ทันยกมือขึ้น สายฝนเย็นเยียบก็ไม่ได้ตกลงบนใบหน้าเธออย่างที่คิด
เธอเงยหน้าขึ้น เห็นร่มสีดำคันหนึ่งกางอยู่เหนือศีรษะ
เธอชะงัก สายตาหยุดอยู่บนบ่าของเพย์ซุยที่เปียกฝน
ไฟริมถนนเส้นนี้ไม่ค่อยสว่างนัก ในอากาศยังมีหมอกบาง ๆ ลอยอยู่
บรรยากาศรอบตัวพร่าเลือน
เมิ่งเซิงอ้าปาก ตั้งใจจะทักทาย แต่เสียงทุ้มสงบนิ่งของเขากลับดังขึ้นก่อน “ถ่ายรูปเก็บหลักฐาน แจ้งตำรวจ แล้วแจ้งบริษัทประกัน”
“อ๋อ... ได้ค่ะ”
เมิ่งเซิงเม้มปาก กลืนคำพูดที่จ่ออยู่ตรงคอลงไป พยักหน้ารับ จากนั้นหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายภาพบริเวณที่รถทั้งสองคันชนกันจากหลายมุม
อย่างไรเสียเพย์ซุยก็เป็นทนาย อีกทั้งนิสัยของเขาก็ไม่เหมือนคนที่จะเห็นว่าเป็นคนรู้จักแล้วตกลงไกล่เกลี่ยกันเอง
หลังจากทั้งคู่โทรศัพท์เสร็จ เมิ่งเซิงก็ถามว่า “ตอนนี้เราต้องรอตำรวจจราจรกับคนจากบริษัทประกันอยู่ที่นี่เลยเหรอคะ”
“ตรงนี้ไม่ปลอดภัย ไปยืนริมถนน” เพย์ซุยบอก
“ค่ะ”
เมิ่งเซิงพยักหน้า ยืนอยู่ใต้ร่ม เดินเคียงข้างเขาไปยังริมถนน มองรถสองคันที่ “แนบชิด” กันผ่านม่านฝน ก่อนกระแอมเบา ๆ ทำลายความเงียบ
“เอ่อ... ขอโทษนะคะ ทนายเพย์ เรื่องนี้เป็นอุบัติเหตุ ฉัน...”
