ใกล้ค่ำ แสงอาทิตย์ยามเย็นริบหรี่สุดท้ายเลือนหายไปจากขอบฟ้า
เมื่อผู้ชมคนสุดท้ายเดินออกไป พิพิธภัณฑ์ศิลปะก็ปิดทำการ เมิ่งเซิงจัดประชุมสรุปงานสั้น ๆ กับทีมงานในโซนสำนักงาน
แม้วันเปิดนิทรรศการจะผ่านไปแล้ว แต่ยังเหลือเวลาอีกหกวัน ทุกวันห้ามประมาท การตรวจสอบจุดเสี่ยงด้านความปลอดภัยเป็นสิ่งที่ต้องทำทุกวัน และต้องทำอย่างน้อยวันละสองครั้ง ห้ามรู้สึกเบื่อจนลดความระมัดระวังเด็ดขาด
การประชุมใช้เวลาไม่นาน เพราะตอนเย็นทุกคนต้องทำงานล่วงเวลาอยู่แล้ว เมิ่งเซิงจึงไม่เสียเวลาพวกเขา
เธอเพิ่งหันตัวเดินเข้าไปในห้องทำงาน อีกด้านหนึ่งชางปออวี้ก็ขับรถมาถึงพิพิธภัณฑ์ศิลปะพอดี คุณโจวที่กำลังจะไปยังโซนนิทรรศการเห็นเขาเข้า ก็ไม่รู้สึกแปลกใจแม้แต่น้อย รีบเดินมาต้อนรับทันที
“คุณชาง มาแล้วหรือครับ”
ชางปออวี้พยักหน้าตอบอย่างอ่อนโยน “ภัณฑนากรอยู่ไหน”
“ภัณฑนากรอยู่ที่ห้องทำงานชั้นบนครับ”
“วันนี้นิทรรศการราบรื่นดีไหม”
ภัณฑารักษ์โจวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า “ครับ ราบรื่นดี กระแสตอบรับในโลกออนไลน์ก็ดีมากครับ”
“อย่างนั้นก็ดี ก่อนหน้านี้เซิงเซิงเป็นกังวลกับนิทรรศการครั้งนี้มาตลอด ตอนนี้คงวางใจได้แล้ว วันนี้ถือว่าเปิดตัวได้ดี ต่อไปจะยิ่งดีขึ้นเรื่อย ๆ”
ภัณฑารักษ์โจวยิ้ม “แน่นอนครับ ชื่อเสียงของหอศิลป์อีเซิงก็ไม่เบา ต่อไปภายใต้การนำของภัณฑนากร จะต้องก้าวหน้าไปอีกขั้นแน่นอนครับ”
ชางปออวี้พูดว่า “วันนี้ทุกคนเหนื่อยกันแล้ว ผมสั่งเครื่องดื่มร้อนไว้หลายแก้ว ให้พวกคุณดื่มแก้เหนื่อย อีกเดี๋ยวจะส่งมา คุณช่วยรับให้ด้วยนะ”
“ครับ ทำให้คุณชางต้องเสียเงินแล้ว”
“ไม่เป็นไร ปกติพวกคุณช่วยแบ่งเบาภาระให้เซิงเซิง สมควรแล้ว”
หลังพูดคุยกันตามมารยาท ชางปออวี้ก็ถือแก้วชานมในมือขึ้นไปยังชั้นสาม
เมื่อออกจากลิฟต์ เขาก็เจอหนิงเวยเวยที่กำลังกอดเอกสารกองโต สีหน้าดูหม่นหมองเล็กน้อย
สายตาของทั้งคู่สบกันกลางอากาศ ดวงตาที่เคยหม่นหมองของหนิงเวยเวยพลันเปล่งประกายวาบขึ้น
เธอเดินเข้าไปหาอย่างยินดี เผลอคิดจะโผเข้าหาอ้อมกอดเขาแล้วออดอ้อน “คุณมาทำไมเหรอ ตั้งใจมาหาฉันโดยเฉพาะหรือเปล่า”
