หลินชิงเจาก้มมองซองจดหมายแวบหนึ่ง รู้สึกเหมือนทั้งตัวแทบจะพัง คนคนนี้…ช่างรู้จักยกเรื่องที่ไม่ควรพูดขึ้นมาพูดจริง ๆ
“หมายความว่ายังไง?”
เชียวอวี้ชักมือกลับ ใช้นิ้วสองนิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ “ก็หมายความว่า…”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง หลุบแพขนตาลง สายตาหยุดอยู่ตรงไหปลาร้าของเธอ
แม้จะมองไม่เห็นอะไรเลย เพราะคอนซีลเลอร์ปกปิดไว้แนบเนียน แต่เขากลับเหมือนรู้ว่าข้างใต้นั้นมีอะไร
“เมื่อคืนพี่บอกว่าไม่เสียใจ ผมก็ไม่เสียใจเหมือนกัน”
“คุณเพิ่งอายุยี่สิบสอง จะมีอะไรให้เสียใจหรือไม่เสียใจกัน?”
“มีสิ” เชียวอวี้ขยับเข้ามาครึ่งก้าว ปลายรองเท้าของทั้งคู่แทบจะชนกัน
เขาเอียงศีรษะ โน้มริมฝีปากเข้าใกล้หูเธอ “ผมเสียใจที่เมื่อคืนไม่ได้รั้งพี่ไว้ ถามให้ชัดว่าพี่ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน ทำงานที่ไหน ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ต้องเสียเวลาทั้งคืนให้คนช่วยสืบ”
“...คุณสืบเรื่องฉันเหรอ?”
หลินชิงเจาเอียงหน้า หลบลมหายใจของเขา
เชียวอวี้เงียบไปสองวินาที ก่อนเอ่ยประโยคที่ไม่ค่อยเกี่ยวกับคำถามนัก “...พี่จำผมไม่ได้จริง ๆ ด้วย”
หลินชิงเจาชะงักมือที่ถือแก้วกาแฟ แล้วหันไปมองเขา “คุณพูดว่าอะไรนะ?”
เชียวอวี้ยืดตัวตรงแล้ว ยกมุมปากยิ้มให้เธอ “ไม่มีอะไรครับ มื้อเที่ยงไปกินข้าวด้วยกันไหม? อาจารย์หลินมีหน้าที่พาเด็กฝึกงานคนใหม่ทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในบริษัทนะครับ”
หลินชิงเจาจ้องเขาอยู่สองวินาที ก่อนเปิดประตู
“เที่ยงตรง โรงอาหารชั้นล่าง อย่าลืมเอาบัตรอาหารมาเอง”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังมาจากด้านหลัง คล้ายกับเจ้าลูกหมาป่าเมื่อคืนที่ในที่สุดก็เผยหางหมาป่าออกมา
เชียวอวี้ยังยืนอยู่ที่เดิม ซองจดหมายบนโต๊ะไม่ได้ถูกเก็บไป เขาหยิบมันกลับมา พับใหม่ให้เรียบร้อย แล้วใส่กระเป๋า
ในกระเป๋าเสื้อด้านใน ช่องลับแนบอกของเขายังเก็บของอีกอย่างไว้
ตั๋วเข้าสถานที่ท่องเที่ยวเก่าเหลืองใบหนึ่ง กระดาษสึกจนขอบเป็นขุย วันที่บนตั๋วคือฤดูร้อนเมื่อแปดปีก่อน
เขาใช้นิ้วโป้งลูบกดโครงร่างของตั๋วผ่านเนื้อผ้าสูทเบา ๆ
“...จำไม่ได้เลยจริง ๆ สินะ”
หลินชิงเจากลับมาที่โต๊ะทำงาน พลิกโทรศัพท์ขึ้นมาดู
เจิ้งจูส่งข้อความมาอีกหลายข้อความ ข้อความสุดท้ายเขียนว่า “คิดจะทำยังไง??? พูดอะไรสักคำสิ!!!”
หลินชิงเจาครุ่นคิด ก่อนตอบกลับไป
“ฉันอายุยี่สิบแปดแล้ว จะไปกลัวเด็กอายุยี่สิบสองได้ยังไง? รอดูฉันฝึกหมาได้เลย”
ส่งเสร็จเธอก็โยนโทรศัพท์ลงลิ้นชัก เปิดอีเมลแล้วเริ่มทำงาน
เชียวอวี้กลับมานั่งที่โต๊ะข้าง ๆ เช่นกัน เขาก้มหน้าอ่านเอกสาร ระหว่างทั้งคู่มีโต๊ะทำงานคั่นอยู่หนึ่งตัว ดูเผิน ๆ ก็เป็นแค่รุ่นพี่รุ่นน้องในที่ทำงานธรรมดา
แต่หลินชิงเจาได้กลิ่นอายเฉพาะตัวของชายหนุ่มวัยเยาว์อย่างชัดเจน กลิ่นเดียวกับในรถเมื่อคืนไม่มีผิด
เธอจ้องตารางแน่นขนัดบนหน้าจออยู่นาน แต่กลับอ่านไม่เข้าหัวแม้แต่ตัวเดียว
พอถึงเวลาเลิกงานช่วงเที่ยง เชียวอวี้ปิดแฟ้ม เดินมาข้างโต๊ะของเธอ วางซองจดหมายไว้ตรงมุมโต๊ะอีกครั้ง แล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว ก่อนถามอย่างเรียบร้อย
“อาจารย์หลินครับ โรงอาหารอยู่ชั้นไหน?”
หลินชิงเจาเหลือบมองซองจดหมาย แล้วมองเขา จากนั้นล็อกหน้าจอคอมพิวเตอร์และลุกขึ้นยืน
“ชั้นสอง ตามมาให้ทัน”
ช่วงพักกลางวันคนในโรงอาหารเยอะมาก หลินชิงเจาตักข้าวผัดแล้วหาที่นั่งริมหน้าต่าง
เชียวอวี้ถือถาดอาหารตามมานั่งฝั่งตรงข้าม
“คุณรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าเป็นฉัน?”
“เมื่อคืนก็รู้แล้วครับ” เชียวอวี้แกะตะเกียบ “หลังพี่ลงจากรถ ผมถ่ายป้ายทะเบียนรถพี่ไว้ได้”
“จากนั้นก็ให้คนช่วยสืบ แล้วพบว่าพี่ทำงานอยู่ที่บริษัทเซิ่งหย่วน” เขาก้มหน้าลงเริ่มกินข้าว “บังเอิญเป็นบริษัทเดียวกับที่ผมมาฝึกงานพอดี ที่จริงผมเลือกแผนกอื่นก็ได้”
“แล้วทำไมถึงเลือกชั้นแปด?”
เชียวอวี้เงยหน้าขึ้นมองเธอ “เพราะหลังจากสืบป้ายทะเบียนแล้ว ผมก็ไปสืบตารางเวรต่อ แล้วพบว่าพี่อยู่ชั้นแปดพอดี” เขาก้มหน้าเลือกพริกหยวกออก น้ำเสียงเรียบเฉย “ผมก็เลยไปบอกพ่อว่า จะไปแค่ชั้นแปด ที่อื่นไม่ไป”
หลินชิงเจาวางตะเกียบลง มองใบหน้าอ่อนเยาว์เกินไปของคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม
“เชียวอวี้”
“ครับ”
“เรื่องเมื่อคืน ก็ให้มันจบอยู่แค่เมื่อคืน คุณเข้าใจที่ฉันหมายถึงไหม?”
เชียวอวี้ค่อย ๆ เลือกพริกหยวกในถาดอาหารออกมาวางบนกระดาษทิชชู แล้วเงยหน้ามองเธอ
แววตาดู…น้อยใจหรือเปล่า? เหมือนจะมีโกรธอยู่ด้วยนิดหน่อย!!! คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
“พี่พูดไม่นับ เรื่องเมื่อคืนผมต่างหากที่เป็นคนตัดสิน”
จู่ ๆ เขาก็ลุกขึ้น ถือถาดอาหารไว้ในมือ “ยังไงพี่ก็ให้เงินผม แต่ผมไม่ได้รับ”
“เพราะงั้นมันไม่ใช่การซื้อขายนะครับ แต่เป็นหนี้ที่พี่ติดผม ต้องชดใช้” พูดจบเขาก็ยิ้มให้เธออย่างว่าง่าย ก่อนหมุนตัวเดินจากไป
หลินชิงเจาถอนหายใจเบา ๆ นั่งกินข้าวผัดช้า ๆ อยู่คนเดียวตรงมุมโรงอาหาร โทรศัพท์ในกระเป๋าสั่นขึ้นมา
เธอหยิบออกมาดู เป็นคำขอเพิ่มเพื่อน ข้อความยืนยันเขียนว่า “สวัสดีครับ อาจารย์หลิน”
ทันทีที่เธอกดยอมรับ อีกฝ่ายก็ส่งข้อความมา
“เสื้อเชิ้ตผ้าไหมที่พี่ใส่วันนี้สวยมากครับ แต่ติดกระดุมแน่นไปหน่อย กลัวคนอื่นเห็นอะไรหรือเปล่า?”
หลินชิงเจาก้มมองคอเสื้อโดยไม่รู้ตัว หัวใจเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย เธอกัดฟัน กดคว่ำโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ
เจ้าตัวแสบดูท่าจะไม่ได้ว่าง่ายอย่างที่เห็นจากภายนอก
เดี๋ยวก่อน…
เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย ภาพไม่เหมาะสมบางภาพจากเมื่อคืนพลันผุดเข้ามาในหัว ทำไมเธอถึงคิดว่าเขาว่าง่ายได้ล่ะ???
จนถึงตอนนี้ขาเธอยังอ่อนแรงอยู่เลย!!! จะบอกว่าเขาร้ายก็ไม่เกินจริงสักนิด…
“พี่ แบบนี้ได้ไหม? แล้วแบบนั้นล่ะ? หันมาสิ…”
หลินชิงเจากดหว่างคิ้ว พยายามข่มความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมดลงไป
บ้าไปแล้ว
บ้าจริง ๆ
เธอกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?!
เธอเปิดหน้าต่างแชตของเจิ้งจู แล้วพิมพ์ข้อความรัว ๆ
“ฉันยอมแล้วจริง ๆ เด็กฝึกงานคนนั้นถึงกับสืบเรื่องฉันข้ามคืน! จงใจย้ายแผนกมาอยู่ใต้บังคับบัญชาฉัน แถมยังพูดว่าฉันติดหนี้เขาอีก เด็กมหาวิทยาลัยเพิ่งจบอายุยี่สิบสองแท้ ๆ ทำไมถึงเจ้าเล่ห์ขนาดนี้?!”
ส่งข้อความไป เจิ้งจูก็ตอบกลับแทบจะทันที
“??? อะไรนะ? เขาคงไม่ได้ตกหลุมรักเธอตั้งแต่คืนเดียวหรอกใช่ไหม? ชิงชิง เธอจบเห่แล้ว หนีไม่พ้นแล้วล่ะ!”
หลินชิงเจากระตุกมุมปาก เด็กก็แค่ตื่นเต้นกับของใหม่ชั่วคราวเท่านั้น พอนานเข้าก็ลืมเอง
อีกอย่าง เธอเป็นหัวหน้าของเขา จะต้องกลัวเขาทำไม
“รักแรกพบในคืนเดียวบ้าอะไรกัน ฉันให้เงินเขาแล้ว แต่วันนี้เขาเอามาคืนอีก”
อีกฝ่ายยังคงตอบกลับมาทันที “???? คืนมาแล้วเหรอ? หมายความว่ายังไง? ไม่เอาเงิน?”
“เขาบอกว่าถ้ารับเงินก็เท่ากับเป็นการซื้อขาย เขาไม่อยากให้เป็นการซื้อขาย”
“ให้ตายสิ??? แล้วเขาอยากได้อะไร?”
“...ไม่รู้”
ทางเจิ้งจูเงียบไปสองสามวินาที ก่อนส่งข้อความเสียงมา
หลินชิงเจาแนบโทรศัพท์กับหู
“หลินชิงเจา เธอจบเห่แล้ว ฉันรู้สึกว่าเด็กคนนี้ชั้นเชิงสูงกว่าเธออีกนะ เขาไม่เอาเงิน เขาเอาเธอต่างหาก”
หลินชิงเจาวางโทรศัพท์คว่ำลงบนโต๊ะ สูดหายใจเข้าลึก ๆ
เจิ้งจูส่งข้อความตามมาอีกข้อความ “แต่พูดก็พูดเถอะ เมื่อคืนเธอสองคน…รู้สึกยังไงบ้าง? ถ้าไม่แย่ ก็น่าจะลองพิจารณาดูไหม? ยังไงโจวเหยียนเชิงไอ้สารเลวนั่นก็แปดเปื้อนไปแล้ว พอดีเลย ต่อกันได้แบบไม่มีช่วงว่าง”
หลินชิงเจาจ้องข้อความบรรทัดนั้น ใบหูเริ่มร้อนขึ้นมาอีกครั้ง
เธอพิมพ์ตอบอย่างรวดเร็ว “กินข้าวของเธอไปเถอะ”
เจิ้งจู: “ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ”
“ก็ได้ ฉันไม่ถามแล้ว แต่คืนนี้เจอกัน เธอต้องเล่าให้ฉันฟังตั้งแต่ต้นจนจบ ห้ามตกหล่นแม้แต่คำเดียว”
หลินชิงเจาเก็บโทรศัพท์กลับเข้ากระเป๋า ยกน้ำมะนาวขึ้นดื่มอึกหนึ่ง
ในจังหวะนั้นเอง เกิดความวุ่นวายเล็ก ๆ ขึ้นตรงทางเข้าโรงอาหาร มีคนเดินเข้ามาคนหนึ่ง…
