มีคนเดินเข้ามาจากหน้าประตูโรงอาหาร รูปร่างสูงโปร่ง สวมสูทเนี้ยบกริบ บนข้อมือสวมนาฬิกาหรูเรือนหนึ่ง
ทันทีที่เขาก้าวเข้ามา ก็เรียกสายตาจากเพื่อนร่วมงานหญิงหลายคนได้
โจวเหยียนเชิงเดินเข้ามาพลางคุยโทรศัพท์ไปด้วย สายตากวาดผ่านมุมห้องอย่างไม่ตั้งใจ พอเห็นหลินชิงเจา เขาก็วางสาย
“ชิงเจา” เขานั่งลงตรงข้ามเธอ น้ำเสียงสุขุมและสุภาพเหมือนเช่นเคย “วันนี้ทำไมมากินข้าวที่โรงอาหารล่ะ?”
ในบริษัท โจวเหยียนเชิงเรียกเธอว่าเสี่ยวเจาเหมือนที่เรียกเสี่ยวหลี่ เสี่ยวหลิว หรือเสี่ยวจาง ไม่มีอะไรแตกต่าง
หลินชิงเจาเงยหน้าขึ้น
ใบหน้าของโจวเหยียนเชิงหล่อเหลาเอาการ เธอมองมันมานานถึง 6 ปีเต็ม
เมื่อคืนในวิดีโอ ตอนที่เขาโอบกอดผู้หญิงคนอื่น เขาก็มีสีหน้าเช่นนี้ อ่อนโยน เอาใจใส่ และไร้ที่ติ
เธอยกแก้วน้ำมะนาวขึ้น “ทำไมล่ะ ฉันกินข้าวที่นี่ไม่ได้หรือไง?”
โจวเหยียนเชิงยิ้ม “ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น เย็นนี้ว่างไหม? เราไม่ได้กินข้าวด้วยกันนานแล้ว”
หลินชิงเจายิ้มขื่น ในที่สุดเขาก็นึกได้ว่าพวกเขาไม่ได้กินข้าวด้วยกันมานานแล้ว
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเจอกันเมื่อไร นัดกินข้าวกันเมื่อไร หรือโทรศัพท์หากันตอนไหน ล้วนขึ้นอยู่กับโจวเหยียนเชิงทั้งนั้น
เธอเห็นใจที่เขาต้องเข้าสังคมบ่อย งานก็ยุ่งหนัก จึงเคยชินกับการเป็นคนรู้ความและเอาใจใส่ แทบไม่เคยเรียกร้องอะไร ทั้งยังไม่ค่อยแสดงอารมณ์งอแง
เขาบอกว่าไม่มีเวลา เธอก็จะเงียบ ๆ ไม่ไปรบกวน เป็นแบบนี้มาตลอด
หลินชิงเจาวางแก้วน้ำมะนาวลง โทรศัพท์ในกระเป๋าสั่นอีกครั้ง คงเป็นเจิ้งจูอีกแล้ว
แต่ตอนนี้เธอไม่มีอารมณ์จะดู
“ไว้ค่อยว่ากันตอนเย็นนะ” เธอลุกขึ้น ยกถาดอาหารขึ้นมา
แค่คิดถึงวิดีโอเมื่อคืน พอเห็นหน้าโจวเหยียนเชิง เธอก็รู้สึกสะอิดสะเอียน
ในใจเธอ ตั้งแต่วินาทีที่เขานอกใจ พวกเขาก็เลิกกันไปแล้ว
ส่วนโจวเหยียนเชิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามยังคงสงบนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ทันสังเกตความเปลี่ยนแปลงของเธอเลย หรือไม่ก็สังเกตแล้วแต่ไม่ใส่ใจ
คำชวนกินข้าวถูกปฏิเสธ โจวเหยียนเชิงก็ไม่ได้โกรธ
เขาก้มหน้าตอบข้อความ พอเงยหน้าขึ้นก็ยังมีสีหน้าอ่อนโยนดุจหยกเช่นเดิม
เขาคงคิดว่าเธอกำลังงอนอยู่ ก่อนหน้านี้เขายุ่งจริง ๆ จนละเลยเธอไป เธอจะโกรธบ้างก็เป็นเรื่องปกติ
แค่ปลอบสักหน่อยก็หาย เขาคิดแบบนี้มาตลอด
“ได้ งั้นคุณไปทำธุระก่อน ไว้วันหลังค่อยกินข้าวกันก็ได้”
“...ถ้าอย่างนั้น ขอให้คุณโจวรับประทานให้อร่อยนะคะ”
หลินชิงเจาหันหลังเดินจากไปโดยไม่หันกลับมา ส้นสูงกระทบพื้นดังตึกตัก
ตอนเห็นวิดีโอเมื่อคืน ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคือพุ่งไปหาเขา ปาโทรศัพท์ใส่หน้า แล้วถามว่า “คุณทำแบบนี้กับฉันได้ยังไง?”
แต่ความคิดนั้นอยู่ได้เพียง 3 วินาที
ทะเลาะกันให้แตกหักไปแล้วได้อะไร? อยากฟังเขาขอโทษ หรืออยากฟังเขาโกหกต่ออีก???
เธอเสียช่วงวัยสาวที่ดีที่สุดไปเปล่า ๆ ตั้ง 6 ปี ไม่อยากทะเลาะกับเขาอีกแล้ว เขาแปดเปื้อนไปแล้ว เธอไม่มีวันเอาเขาอีกแน่
เธอแค่อยากเห็นว่าคนคนหนึ่งจะเลวได้ถึงขนาดไหน
อีกอย่าง เธออยากให้เขาชดใช้
ส่วนค่าชดใช้นั้นคืออะไร เธอยังคิดไม่ออก
แต่เธอรู้ว่า ตั้งแต่วินาทีที่เปิดประตูรถเมื่อคืนแล้วก้าวขึ้นไปนั่งเบาะข้างคนขับของชายแปลกหน้า หลินชิงเจาคนเดิมก็ได้ตายไปแล้ว
เธอเดินผ่านจุดคืนถาด วางถาดลงไป จานกระเบื้องกระทบกับโต๊ะโลหะดังเคร้ง เรียกสายตาจากพนักงานหลายคนให้หันมามอง
โทรศัพท์ในกระเป๋าสั่นอีกครั้ง คราวนี้เป็นข้อความจากเชียวอวี้
“พี่ครับ เมื่อกี้ท่าทางตอนพี่เดินดูดุมากเลย”
“...แต่เท่แล้วก็ดูดีมากครับ”
หลินชิงเจากวาดตามองไปรอบ ๆ แล้วเห็นเชียวอวี้ยืนพิงกำแพงอยู่หลังเสาอีกฝั่งของโรงอาหาร ก้มหน้าดูโทรศัพท์
ราวกับสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เขาเงยหน้าขึ้นมองเธอข้ามผู้คนครึ่งโรงอาหาร ก่อนจะก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว นิ้วจิ้มหน้าจอ
โทรศัพท์ในกระเป๋าของหลินชิงเจาสั่นอีกครั้ง
เชียวอวี้: “คนนั้นคือโจวเหยียนเชิงหรือครับ? สายตาที่เขามองพี่แปลก ๆ นะ”
“พี่กับเขาเป็นอะไรกันครับ?”
หลินชิงเจากำลังจะล็อกหน้าจอ โทรศัพท์ก็สั่นเป็นครั้งที่สาม
เธอก้มลงมอง ข้อความบนหน้าจอทำให้ฝีเท้าชะงักไปเล็กน้อย
“...เมื่อคืนพี่ปล่อยตัวปล่อยใจ เพราะเขาหรือครับ?”
หลินชิงเจาจ้องข้อความบรรทัดนั้น นิ้วโป้งค้างอยู่เหนือหน้าจอ
เพราะเขาหรือ?
เธอนึกถึงเมื่อคืน หลังดื่มเหล้าแก้วสุดท้ายเสร็จ เธอก็ออกจากบาร์เล็ก ๆ แล้วเดินเลียบแม่น้ำ ลมแรงมาก พัดจนผมปลิวปรกหน้า
ภาพวิดีโอนั้นวนซ้ำอยู่ในหัว โจวเหยียนเชิงกำลังโอบกอดผู้หญิงคนอื่นอยู่ในโรงแรม
เธอเดินเร็วขึ้นเรื่อย ๆ บางทีอาจเพราะรีบร้อนเกินไป ฤทธิ์เหล้าจึงพลันตีขึ้นมา ตรงหน้ามืดวูบไปชั่วขณะ
ฝีเท้าเธอเซ ร่างทั้งร่างเอนล้มไปด้านข้าง
จากนั้นก็ชนเข้ากับอ้อมแขนของใครคนหนึ่ง
เธอเงยหน้าขึ้นมอง
แสงไฟถนนส่องมาจากด้านหลังเขา ขีดเส้นขอบร่างเป็นสีเหลืองอบอุ่น ใบหน้ายังดูอ่อนเยาว์ คิ้วตาสะอาดสะอ้าน สันจมูกโด่ง คางได้รูปคมชัด
เขาก้มมองเธอ แววตาสะท้อนแสงไฟถนนจนเป็นประกายระยิบ
ตอนนั้นหัวใจเธอขมขื่น สิ่งที่ทุ่มเทมาตลอด 6 ปีกลับกลายเป็นเรื่องน่าขัน จู่ ๆ ก็เกิดแรงกระตุ้นอยากปล่อยทุกอย่างให้พังไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด ยังไม่ทันได้คิด คำพูดก็หลุดออกจากปากไปแล้ว
“...ทำไหม?”
ร่างชายหนุ่มแข็งทื่อ มือที่พยุงเธอชะงักค้าง แววตาฉายความตกตะลึง
เห็นเขาลังเล เธอก็ขยับเข้าไปใกล้อีกครึ่งก้าว
“ถามว่าคุณอยากทำไหม?”
ชายหนุ่มจ้องเธอเงียบ ๆ ผ่านไปเนิ่นนานจึงตอบ
“ได้”
จากนั้นจึงเกิดเรื่องที่ควบคุมไม่อยู่ในรถ...
ภาพความทรงจำหยุดลงกะทันหัน หลินชิงเจากำโทรศัพท์แน่น ข้อความบนหน้าจอยังคงเป็นประโยค “เมื่อคืนพี่ปล่อยตัวปล่อยใจ เพราะเขาหรือครับ?”
เธอตอบคำถามของเชียวอวี้ไม่ได้
แรงกระตุ้นเมื่อคืน แม้เธอไม่อยากยอมรับ แต่ไม่มากก็น้อยก็เกี่ยวข้องกับโจวเหยียนเชิง
หลินชิงเจากดปิดหน้าจอแล้วเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า ก่อนก้าวไปทางโถงลิฟต์
ระหว่างเดิน ภาพบางฉากเมื่อคืนก็ผุดขึ้นมาอีกครั้งอย่างห้ามไม่อยู่
มือใหญ่ที่กดอยู่ตรงเอวด้านหลังของเธอร้อนผ่าวและเปี่ยมกำลัง
ตลอดเวลากว่าหนึ่งชั่วโมงนั้น เขาปลดเปลื้องเธอจนหมดจดตั้งแต่ภายนอกจรดภายใน
เธอไม่รู้ว่าคนที่เพิ่งทำเรื่องแบบนี้เป็นครั้งแรกจะทำได้ถึงขนาดนั้นอย่างไร ทั้งดุดันและอดทน ราวกับสุนัขป่ากัดแทะกระดูก บดขยี้จนไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูก
หลังจบลง เธอฟุบอยู่บนตัวเขานานมากกว่าจะค่อย ๆ ฟื้นแรง
ตลอด 28 ปีที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้รู้ว่าเรื่องแบบนี้บ้าคลั่งได้ถึงเพียงนี้
ความหวั่นไหวสุดขีดที่ถูกผลักขึ้นไปถึงยอดเมฆ ก่อนจะสูญเสียการควบคุมและจมดิ่งลงไปอย่างสิ้นเชิงนั้น กลับ...
สรุปคือ ในชั่วขณะนั้นเธอลืมโจวเหยียนเชิงไปจริง ๆ
โทรศัพท์ในกระเป๋าสั่นติดกันสองครั้ง เป็นข้อความที่เจิ้งจูส่งมารัว ๆ
“ชิงเจา ฉันลองคิดดูอย่างจริงจังแล้ว ยังไงโจวเหยียนเชิงก็แปดเปื้อนไปแล้ว”
“ถ้าประสบการณ์เมื่อคืนไม่ได้แย่ เธอก็ลองพิจารณาดูจริง ๆ ได้นะ ดีกว่าทนอยู่กับคนเลวอย่างโจวตั้งเป็นร้อยเท่า”
หลินชิงเจาเหลือบมองข้อความ ใบหูก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง เธอคร้านจะตอบ รีบกลับไปยังโต๊ะทำงานของตัวเองบนชั้น 8 แล้วคว่ำโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ
เธอนั่งลงแรงไปหน่อย ขาเก้าอี้ครูดพื้นเกิดเสียงแหลม
เชียวอวี้ที่นั่งโต๊ะข้าง ๆ ก็กลับมาแล้วเช่นกัน เขาก้มหน้าเปิดแฟ้มเอกสารที่เธอให้ไว้เมื่อเช้า
แพขนตาหนาเข้มของเขาทอดต่ำลง เงียบเกินไปอยู่สักหน่อย
เขาถอดเสื้อคลุมวางพาดไว้บนพนักเก้าอี้ แขนเสื้อเชิ้ตสีขาวพับขึ้นมาถึงกึ่งกลางท่อนแขน เผยให้เห็นข้อมือเรียวสวยได้รูป
หลินชิงเจามองเสี้ยวหน้าของเขาอยู่สองวินาที
แสร้งทำตัวว่าง่ายเก่งเหมือนกันนะ...
