มาถึงขั้นนี้แล้ว พูดอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์ คนเราต้องมองไปข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น ฉินซุยซุยก็เป็นแค่คนนอกวง แถมยังเป็น “ตัวประกอบที่ถูกสังหาร” ในเนื้อเรื่องเดิม ไม่มีทางกำหนดชีวิตของหมั่ยตง “ผู้มีพระคุณ” คนนี้ได้อยู่แล้ว
ฉินซุยซุยยังมีเรื่องต้องจัดการ เธอเดินไปที่ลานบ้าน ตรวจร่างกายอาต้าอีกครั้ง แล้วกำชับให้จ้านจ้านอยู่เล่นกับอาต้า ฝากเด็กไว้กับคุณยายหมั่ย ก่อนจะออกเดินทางคนเดียวไปยังแปลงสมุนไพรบนเขาด้านหลัง
นับตั้งแต่เธอออกจากเกาะฉงไถมาจนถึงตอนนี้ก็ผ่านไปครึ่งเดือนแล้ว พรวนดินเรียบร้อยหมดแล้ว ซูอวิ้นอี้กำลังนั่งยอง ๆ อยู่ข้างแปลง ตรวจดูความชื้นของดิน
พอเห็นฉินซุยซุยกลับมา ซูอวิ้นอี้ก็ลุกขึ้นอย่างดีใจ “ซุยซุย กลับมาแล้วเหรอ เป็นยังไงบ้าง ได้เจอพ่อแม่หรือเปล่า”
ฉินซุยซุยจับมือเธอไว้ เล่าเรื่องที่ประสบพบเจอบนเขาฉางไป๋ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาอย่างคร่าว ๆ พอได้ยินว่าพ่อแม่ของเธอจะได้ย้ายไปทำงานที่สวนปลูกโสม ซูอวิ้นอี้ก็พลอยดีใจไปด้วย
คุยเรื่องสัพเพเหระจบแล้ว ซูอวิ้นอี้ถึงค่อย “รายงาน” สภาพการเตรียมดินให้ฉินซุยซุยฟังอย่างเป็นงานเป็นการ พรวนดินตามที่เธอสั่งไว้สี่รอบ ปุ๋ยรองพื้นก็ซื้อจากชาวบ้านในหมู่บ้านโดยตรง เป็นปุ๋ยคอกที่หมักจนได้ที่แล้ว เมื่อวานเพิ่งใส่ลงดิน ตอนนี้ก็รอเมล็ดพันธุ์จากโรงพยาบาลเท่านั้น
ฉินซุยซุยพยักหน้า ตรวจสอบค่าต่าง ๆ ของดินอีกครั้งจนทั่ว แล้วจึงเล่าความคิดของตัวเองให้ซูอวิ้นอี้ฟัง เธอตั้งใจจะทำตามรูปแบบฐานปลูกโสมบนเขาฉางไป๋ โดยขอใช้บ้านร้างในหมู่บ้านสร้าง “ฐานเพาะเชื้อสมุนไพร” แบบนี้ก็จะเพาะกล้า หยอดเมล็ด และปลูกได้ครบวงจรในหมู่บ้านโดยตรง ไม่ต้องขนกล้าที่เพาะแล้วจากโรงพยาบาลมาที่หมู่บ้าน ทั้งยังช่วยประหยัดแรงงานและทรัพยากรได้ส่วนหนึ่งด้วย
นอกจากนี้ พวกเธอไม่ควรปลูกแค่พืชเศรษฐกิจอย่างตะไคร้หอม โกฐจุฬาลัมพา ฮั่วเซียง โรสแมรี่ ไพลเผือก และกะเพราเท่านั้น แต่ควรปลูกสมุนไพรหายากบางชนิดด้วย