แม่ลูกทั้งสองเดินเหยียบเงาตะวันยามเย็นกลับบ้าน พอกลับถึงบ้านก็เพิ่งห้าโมงกว่า ๆ เพ่ยจิ่วเหยียนกลับมาถึงบ้านแล้ว กำลังรดน้ำต้นกล้าผักของเธออยู่ในลานบ้าน
เห็นฉินซุยซุยกับจ้านจ้านกลับมา เขาเลิกคิ้วถามว่า “ธุระเสร็จแล้วเหรอ” พูดจบก็เห็นของกองโตแขวนอยู่บนแฮนด์จักรยานของเธอ เขาขมวดคิ้วน้อย ๆ “ทำไมเอาของมาเยอะขนาดนี้ ไม่ปลอดภัย คราวหน้าวางไว้ด้านหลัง!”
ฉินซุยซุยงุนงง “แล้วจ้านจ้านล่ะ”
เพ่ยจิ่วเหยียนตอบอย่างเป็นเรื่องธรรมดาว่า “ก็เบียด ๆ กันไป”
ฉินซุยซุยหลุดหัวเราะ
แต่จ้านจ้านกลับไม่เข้าใจ “เจตนาร้าย” จากคุณพ่อ หลังจากเพ่ยจิ่วเหยียนอุ้มเขาลงจากเบาะหลังจักรยานแล้ว เขาก็เริ่มเจื้อยแจ้วเล่าเรื่องที่พบเจอในวันนี้ให้ฟังไม่หยุด
เพ่ยจิ่วเหยียนรู้ว่าฉินซุยซุยไปที่ไหน ตอนบ่ายเขากลับมาแล้วเดินหาทั่วบ้านก็ไม่เห็นใคร สุดท้ายถึงได้เห็นกระดาษโน้ตเล็ก ๆ ที่ฉินซุยซุยทิ้งไว้ในห้อง
ฉันพาจ้านจ้านไปหมู่บ้านข้าง ๆ นะ! ก็บ้านคุณยายหมั่ยที่เราไปคราวก่อนนั่นแหละ เดี๋ยวก็กลับ ไม่ต้องเป็นห่วง!
มีข้อความสั้น ๆ เพียงไม่กี่ประโยค ข้างท้ายยังวาดหน้ายิ้มไว้ด้วย ทำให้เพ่ยจิ่วเหยียนอดยิ้มออกมาไม่ได้หลังอ่านจบ
เขากวาดตามองไปรอบ ๆ บ้าน ของของเธอวางอยู่เต็มไปหมด แม้แต่ในห้องก็ยังมีกลิ่นหอมหวานสดชื่นจากกายเธอหลงเหลืออยู่ ต่อให้กลับบ้านมาแล้วไม่เห็นเธอ เพ่ยจิ่วเหยียนก็ยังรู้สึกอิ่มเอมใจเป็นพิเศษ เพราะอย่างนั้นเมื่อมองตัวอักษรกลมมนเป็นระเบียบในกระดาษโน้ตแผ่นเล็ก ก็ยิ่งรู้สึกถูกตาถูกใจ ถูกใจถึงขั้นแอบเก็บมันไว้อย่างเรียบร้อยในกล่องเหล็กใบใหญ่ที่ใส่จดหมายเอาไว้เต็มกล่อง
แต่พอนึกถึงภารกิจที่เขานำกลับมาด้วย เพ่ยจิ่วเหยียนก็รู้สึกผิดขึ้นมานิดหน่อย ตัดสินใจทำของอร่อยมาเอาใจเธอก่อน
“แถวคูน้ำเล็ก ๆ มีกุ้งมังกร เธออยากกินไหม ถ้าอยากกิน ฉันจะไปเรียกตงหลินกับอาไลให้ไปจับมาหน่อย”
เขารู้ว่าคนเจียงเฉิงชอบกินกุ้งมังกรกันในฤดูร้อน ก่อนหน้านี้สาวน้อยเคยบรรยายให้เขาฟังในจดหมายว่า
