“โฮ่ ๆ! เร้าใจสุด ๆ! อัจฉริยะคนไหนกันนะที่มาเปิดผับเต้นรำในเฟิงตู เร้าใจเกินไปแล้ว! ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตหลังตายจะมีความสุขขนาดนี้!”
“ฉันตายมาหลายปีจนเกือบลืมไปแล้วว่ามันทั้งเร้าใจและมีความสุขขนาดนี้! เต้นสิ เต้น ฉันรักการเต้น! โฮ่ ๆ!”
“ใช่เลย! ไม่รู้หรือไงว่าเหล้าที่เรียกว่าเหล้าเหวยเหมาไถผีนั่นเร้าใจสุด ๆ ฉันได้ลิ้มรสเหล้าจริง ๆ ด้วย นี่มันเหล้าหยินเชียวนะ เสียแต่แพงเกินไป ดื่มไม่ไหว”
เสี่ยวหงบิดเอวพลางร้องโฮ่ ๆ อย่างตื่นเต้น “ขอบคุณเจ้าสิ่งเลวร้ายกับนายหญิงที่ออกไปเที่ยว ขอให้เที่ยวกันนานกว่านี้อีกหน่อย!”
เสี่ยวไป๋ตะโกนเสียงดัง “เกือบเดือนแล้วนะ ฉันหวังว่าจะสักครึ่งปี!”
อาเฉียงว่า “สั้นไป อย่างน้อยก็ต้องปีหนึ่ง!”
อาเฟยเสริม “ไม่ ๆ ต้องสองปีขึ้นไป!”
อาเฉินว่า “พวกนายมองการณ์แคบเกินไป ต้องร้อยปีต่างหาก!”
ผีอีกหลายตนเห็นด้วย “ใช่แล้ว ต้องร้อยปี!”
ผีทั้งแปดที่กำลังดื่มกินและเล่นสนุกจนเมามาย ไม่เคยคิดเลยว่าถ้าต้องรอถึงร้อยปี พวกตนคงได้กินลมแทนข้าว
*
รอเกือบสองนาทีแล้ว แต่คำสั่งที่ส่งไปก็ไม่มีการตอบรับ ใบหน้าเซี่ยจวินคล้ำลงเล็กน้อย เขาจึงทำได้เพียงเงยหน้าบอกหมิงเสี่ยงว่า “แย่แล้ว พรุ่งนี้ผมจะหาคนมาซ่อมให้”
หมิงเสี่ยงร้องอ้อเบา ๆ อารมณ์หม่นลงเล็กน้อย “โทรทัศน์เครื่องนี้คุณภาพแย่เกินไปหรือเปล่า แค่ไม่ได้ใช้เกินครึ่งเดือนก็เสียแล้ว”
“แย่มาก ไว้วันหลังผมจะเปลี่ยนเครื่องใหม่ ไม่ต้องซ่อมหรอก ซ่อมแล้วก็เปลืองเงิน สู้ซื้อใหม่ไม่ได้” เซี่ยจวินพูดเสียงเบา ในใจคิดไปแล้วว่าจะหักเงินเดือนผีทั้งแปดตนนั้นให้เหลือเพียงครึ่งเดียว
“ถ้าซ่อมได้ก็ซ่อมเถอะ ไม่ต้องซื้อใหม่หรอก” หมิงเสี่ยงคิดว่ายังใช้ได้อยู่ ซื้อเครื่องใหม่ก็แพงกว่า แถมไม่คุ้ม เงินแต่ละบาทหามาด้วยการทำงาน จะใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายแบบนี้ไม่ได้
