รุ่งเช้าวันถัดมา ฟ้ายังสลัวอยู่ ไก่เพิ่งขันครั้งแรก หลินหว่านจือก็ลุกจากเตียงอย่างเงียบเชียบ
เธอเติมฟืนสองท่อนลงในเตาให้ไฟอุ่นโจ๊กไว้ ก่อนยกม้านั่งตัวเล็กไปนั่งในลานบ้าน แล้วนำสมุนไพรที่ตากจนแห้งสนิทในช่วงแดดดี ๆ ที่ผ่านมา มาแยกชนิดและมัดเป็นห่อเล็ก ๆ เรียบร้อยด้วยเชือกป่านเส้นหยาบ จากนั้นใช้ผ้าปูเตียงเก่าห่อเป็นห่อสัมภาระหนักอึ้ง
ใกล้จะถึงเทศกาลตรุษจีนแล้ว เหลือเวลาอีกเพียงยี่สิบกว่าวัน คนแก่เด็กเล็กในบ้านต่างก็ยังไม่มีเสื้อผ้าใหม่ดี ๆ สักชุด เธอวางแผนเรื่องนี้ไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว
วันนี้เธอจะเอาสมุนไพรไปขายที่กองสังคม แล้วซื้อผ้าสีน้ำเงินกับผ้าลายดอกมาสักหลายเมตร ตัดเสื้อให้คนในบ้านคนละชุด และทำเสื้อบุนวมตัวเล็กติดลายดอกให้หยาหยา ให้เด็กน้อยได้แต่งตัวสวย ๆ ในวันปีใหม่ด้วย
“แม่!”
เสียงเรียกนุ่มนิ่มของหยาหยาดังมาจากห้องด้านใน ต่อมาเจ้าก้อนน้อยในกางเกงบุนวมก็วิ่งโซเซออกมา ผมเผ้ายุ่งเหยิงเพราะเพิ่งตื่น มือเล็กขยี้ตาไปด้วย “หยาหยาอยากไปกองสังคมกับแม่ด้วย!”
หลินหว่านจือวางมือจากงาน อุ้มลูกสาวขึ้นมาเช็ดหน้าให้ แล้วพูดกล่อมยิ้ม ๆ ว่า “กองสังคมอยู่ไกลมาก นั่งเกวียนแล้วกระแทกไปมา หยาหยาอยู่เล่นที่บ้านดีไหม? แม่กลับมาจะซื้อขนมมาให้กินนะ”
“ไม่เอา ไม่เอา!”
หยาหยาส่ายหัวเล็ก ๆ รัวเหมือนกลองป๋องแป๋ง ขาอวบทั้งสองข้างหนีบเอวแม่ไว้แน่น แขนโอบคอแม่ไม่ยอมปล่อย “หยาหยาจะช่วยแม่ถือของ หยาหยาโตเป็นเด็กโตแล้วนะ!”
หลินหว่านจือทนลูกสาวออดอ้อนไม่ไหว จึงต้องสวมเสื้อบุนวมหนา ๆ ให้เธอ แล้วใส่หมวกหัวเสือให้ ทั้งสองแม่ลูกดื่มโจ๊กกันคนละชามอย่างง่าย ๆ ก่อนหิ้วห่อสัมภาระไปยืนรอเกวียนที่ปากหมู่บ้าน
