ซูเจี้ยนเย่ในที่สุดก็ตั้งสติได้ เขายกมือแตะแก้มที่บวมช้ำจากการถูกตบ แววตาค่อย ๆ เย็นชาลง
“อาสะใภ้” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่แฝงความเด็ดขาดที่ไม่เปิดโอกาสให้ใครโต้แย้ง
“นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะเรียกคุณว่าอาสะใภ้ คุณบอกว่าผมทำผิดต่อพวกเขาอย่างนั้นเหรอ? งั้นก็ลองบอกมาสิว่าพวกเขาปฏิบัติกับผมยังไง ตั้งแต่เล็กจนโต ของดี ๆ ในบ้านล้วนเป็นของซูเจี้ยนหมิน ส่วนผมได้กินแต่ข้าวเหลือ ใส่เสื้อผ้าขาด ๆ แถมยังต้องทำงานหนักที่สุด
แม้แต่ตอนแต่งงาน พวกเขาก็ไม่ออกเงินให้สักหยวน ในสายตาพวกเขา ผมยังมีค่าน้อยกว่าสัตว์เลี้ยงในบ้านเสียอีก พวกเขาปฏิบัติกับผมแบบนี้ แล้วผมจะแยกบ้านไม่ได้หรือไง?”
“แต่พวกเขาก็เป็นพ่อแม่ของแกนะ!”
ซูเชี่ยนเชี่ยนตะโกนว่า “พ่อแม่ไม่มีทางผิดหรอก! ต่อให้พวกเขาทำไม่ถูก แกก็ทำกับพวกเขาแบบนี้ไม่ได้!”
“พ่อแม่ไม่เมตตา ก็อย่ามาโทษลูกที่ไม่กตัญญู”
ซูเจี้ยนเย่มองเธอแล้วหัวเราะขึ้นมา ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับเย็นชาไร้ไออุ่น “คุณให้ผมกลับไปขอโทษ แถมยังจะให้ผมหย่ากับหว่านจืออีก? นี่กำลังพูดเรื่องตลกอยู่หรือไง?
ตอนนี้ผมมีชีวิตที่ดีจนไม่รู้จะดีแค่ไหนแล้ว มีภรรยากับลูก ๆ อยู่พร้อมหน้ากัน ผมคงต้องโง่เต็มทีถึงจะกลับไปใช้ชีวิตเลวร้ายยิ่งกว่าหมูกับหมาแบบนั้น
คุณเอาแต่พูดว่าทำไปเพราะหวังดีกับผม ที่จริงก็แค่อยากผลักผมกลับลงหลุมไฟอีกครั้ง คุณคิดจะทำอะไรกันแน่?”
สีหน้าของซูเชี่ยนเชี่ยนเปลี่ยนไปเล็กน้อย “แก...แกพูดบ้าอะไร! ฉันเป็นอาสะใภ้แท้ ๆ ของแก จะทำร้ายแกได้ยังไง?”
“คุณหวังดีกับผมหรือเปล่า คุณรู้อยู่แก่ใจ”
ซูเจี้ยนเย่กล่าวเสียงเย็น “แม่ผมสัญญาจะให้ผลประโยชน์อะไรกับคุณหรือเปล่า? ไม่อย่างนั้น คนเห็นแก่ตัวอย่างคุณจะเสนอตัวมายุ่งเรื่องชาวบ้านแบบนี้ทำไม? เอาเวลาไปสนใจเรื่องของตัวเองดีกว่า ลูกชายคุณไม่กลับบ้านมาตั้งสามปีแล้ว คุณไม่รู้หรือไงว่าเพราะอะไร?
