ไม่นาน คนจากบ้านเก่าตระกูลซูก็พากันมาถึง
หลิวกุ้ยหลานโผเข้าไปกอดซูโส่วซาน พลางร้องไห้โฮ “พ่อเฒ่า! ทำไมถึงไม่ระวังตัวแบบนี้! ถ้าเกิดเป็นอะไรขึ้นมา พวกฉันแม่ลูกจะอยู่กันยังไง!”
“จะร้องไห้ทำไม! รีบยกตัวเขาขึ้นมาก่อน!”
โจวเหล่าเกินพาสมาชิกกองผลิตสองคนแบกเปลวิ่งเข้ามา ก่อนเอ่ยเสียงขรึม “รีบพาไปสถานีอนามัยของกองสังคม อย่ามัวเสียเวลา!”
“ไม่ไปโรงพยาบาล!”
ซูโส่วซานเจ็บจนแยกเขี้ยว แต่กลับโบกมือ “ไปโรงพยาบาลทำไม เสียเงินเปล่า ๆ ไปตามสะใภ้สามมาให้ฉันหน่อย ให้เธอตรวจดูก็พอ ฝีมือรักษาของเธอ ฉันไว้ใจได้”
สีหน้าโจวเหล่าเกินพลันเคร่งขรึมขึ้น ทั้งคู่เป็นคนเจนโลกที่ใช้ชีวิตอยู่ในกองผลิตเดียวกันมาทั้งชีวิต เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าซูโส่วซานกำลังคิดจะทำอะไร
ก็แค่อยากประหยัดค่ารักษา แถมยังคิดจะเกาะซูเจี้ยนเย่กับภรรยาไว้ ต่อไปเรื่องเลี้ยงดูยามแก่เฒ่ากับค่ารักษาพยาบาลก็จะได้มีคนรับผิดชอบ
“ซูโส่วซาน อย่ามาทำเหลวไหล!”
โจวเหล่าเกินตวาด “ความรู้ของหว่านจือก็แค่ผิวเผิน จะรักษาขาหักได้ยังไง! ถ้ารักษาจนแย่กว่าเดิม ขาแกจะใช้การไม่ได้ไปตลอดชีวิต!”
“ใช้ไม่ได้ก็ช่าง!” ซูโส่วซานเชิดคอ “ยังไงก็คนในครอบครัวเดียวกัน เธอจะทำร้ายฉันได้เหรอ รีบไปตามเธอมา!”
โจวเหล่าเกินโมโหจนอกกระเพื่อม แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
เขาหันไปโบกมือให้สมาชิกกองผลิตหนุ่มที่ยืนอยู่ข้าง ๆ “ไป เรียกซูเจี้ยนเย่กับหลินหว่านจือมานี่”
ไม่นานซูเจี้ยนเย่กับหลินหว่านจือก็ตามสมาชิกกองผลิตคนนั้นมาถึง
ซูเจี้ยนเย่มองซูโส่วซานที่นอนอยู่บนพื้น ก่อนขมวดคิ้ว “หัวหน้ากองผลิต เรียกพวกเรามามีธุระอะไรเหรอ”
“พ่อแกตกลงมาขาหัก แล้วยืนกรานให้เมียแกช่วยรักษา” โจวเหล่าเกินถอนหายใจ “พวกแกจัดการกันเองแล้วกัน”
ซูโส่วซานรีบทำสีหน้าเจ็บปวดปนเมตตา มองหลินหว่านจือแล้วพูดว่า “สะใภ้สาม พ่อรู้ว่าลูกมีฝีมือ ขาของพ่อนี่ ลูกต้องรักษาได้แน่
